Category: สถาปัตย์

  • สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อน เข้าสถาปัตย์ เตรียมตัวอย่างไรถึงดี?

    สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อน เข้าสถาปัตย์ เตรียมตัวอย่างไรถึงดี?

    น้องๆหลายๆคน อาจจะต้องเคยรู้สึกท้อใจ เรียนไม่ไหว วาดรูปไม่เก่ง เหนื่อยกับการสอบ เข้าสถาปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นคณะในฝันของน้องๆหลายๆคนที่ชื่นชอบศิลปะ การออกแบบ น้องๆหลายๆคนก็อาจจะเตรียมตัวไม่ถูก เพราะไม่ได้มีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อน แต่มีความชื่นชอบด้านศิลปะ เริ่มตรงไหน ควรทำอะไรก่อน แล้วจะหาความรู้เพิ่มเติมจากที่ไหน เรียงลำดับไม่ถูกจนปวดหัว วันนี้พี่ๆทาง viridian academy of art เลยจะมาแนะนำส่ิงที่น้องๆควรต้องรู้ก่อนสอบเตรียมตัวเข้าสถาปัตย์ ที่จะช่วยให้น้องๆในการเตรียมตัวให้พร้อม จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย!!!!

    มาทำความรู้จักว่า สถาปัตย์คืออะไร กันดีกว่า!!!

    สถาปัตย์ หรือ ชื่อเต็มๆคือ สถาปัตยกรรม (Architecture) คือ ศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของการออกแบบสิ่งต่างๆทางกายภาพ โครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั้ง บ้าน ตึกอาคาร สะพาน อนุเสาวรีย์  ทั้งภายใน และ ภายนอก รวมไปถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบๆสิ่งก่อสร้างด้วย ซึ่งคณะสถาปัตย์มีสาขาย่อยๆ และ ชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

    สามารถอ่านบทความ คณะสถาปัตย์เรียนเกี่ยวกับอะไร เพิ่มเติมได้

    ถ้าจะเข้าสถาปัตย์ ต้องเรียนสายอะไร?

    เข้าสถาปัตย์

    การจะสอบเข้าคณะสถาปัตย์ แต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีการรับนักเรียนในสายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละสายที่รับก็จะขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบ

    • ข้อสอบกลางสทศ อันได้แก่ GAT PAT (สอบPAT4) , 9 วิชาสามัญ , O-net และ admission สามารถสมัครได้ทุกสายการเรียน
    • ข้อสอบตรงคณะสถาปัตยกรรม เป็นข้อสอบที่ออกโดยมหาวิทยาลัยนั้นๆ สามารถสมัครได้ทุกสายการเรียน
    • แบบยื่นโควต้า รับเฉพาะสายการเรียนวิทย์-คณิต และ ศิลป์-คำนวณ
    • แบบยื่น Portfolio รับเฉพาะสายการเรียนวิทย์-คณิต และ ศิลป์-คำนวณ และ ศิลป์-ภาษา

    เราชอบสถาปัตย์จริงไหมค้นหาตัวเองก่อน เข้าสถาปัตย์ ?

    เข้าสถาปัตย์

    เริ่มต้นจากการเข้าใจตนเองก่อน ให้น้องๆพิจารณาตนเองว่า น้องๆชอบสถาปัตยกรรมด้านไหน สาขาใดเป็นพิเศษ เช่น น้องชื่นชอบการออกแบบ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งภายในเป็นพิเศษ แสดงว่าน้องเหมาะสำหรับสาขาสถาปัตยกรรมภายใน เมื่อน้องๆรู้ตัวว่าชอบสาขาไหน จะทำให้น้องๆวางแผนการสอบได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น กว่าการสอบกว้างๆแบบที่ไม่เจาะจงสาขา

    • หมั่นเข้าค่าย หรือทำ work shop เมื่อน้องๆรู้ว่าน้องชื่นชอบสาขาไหนของสถาปัตย์แล้ว ให้น้องๆหาเวลาว่างในการไปเข้าค่าย หรือ work shop ทางด้านสาขาที่น้องๆอยากจะสอบเข้า การเข้าค่ายจะทำให้น้องๆได้เรียนรู้ และ ยังช่วยเพิ่มทักษะในด้านที่น้องๆชอบอีกด้วย ทั้งการวาดภาพ การออกแบบ อีกทั้งยังได้ประสบการณ์จากรุ่นพี่ และ ผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย
    • ฝึกทำข้อสอบ เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้องการสอบเข้าคณะสถาปัตย์สาขาที่ต้องการจริงๆ ให้น้องๆ หาข้อสอบที่ต้องใช้ในการสอบมาลองทำ ทั้งข้อสอบความรู้ และ  ข้อสอบความถนัดทางสถาปัตย์(Pat4) โดยให้แบ่งสัดส่วนที่ต้องเน้นตามสัดส่วนคะแนนที่มหาวิทยาลัยคณะ และ สาขานั้นต้องการ (*ข้อสอบและคะแนนอาจมีการปรับเปลี่ยนตามปี มหาวิทยาลัยนั้นๆ)
    • ปรึกษาอาจารย์แนะแนว เมื่อทำการเตรียมตัวเบื้องต้นแล้ว อาจารย์แนะแนวยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อ สอบเข้า การสอบถามกับอาจารย์แนะแนวจะทำให้น้องๆได้รู้ข้อมูลในการสอบเพิ่มเติม
    • จำลองการสอบ ถึงแม้จะได้ฝึกทำข้อสอบมาแล้ว แต่ก็ยังอาจจะไม่สามารถกะเวลา หรือ ยังขาดทักษะในการแก้ปัญหา ให้น้องๆลองทำการจำลองข้อสอบเสมือนจริง ทั้งจากในเว็บไซน์ที่มีการจัดสอบออนไลน์ ในการกะเวลา และ ฝึกโจทย์ใหม่ๆ เพื่อจะได้ช่วยลดความตื่นเต้นในการสอบจริง
    • หาความรู้เพิ่มเติมจาก open house นอกจากการเข้าค่ายที่น้องๆควรจะไปหาประสบการณ์แล้ว การไป open house ยังถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น้องๆไม่ควรพลาด โดยเฉพาะกับการไปคณะ มหาวิทยาลัยที่ชื่นชอบ เพื่อดูสภาพแวดล้อม การเรียนการสอน อีกทั้งยังได้ข้อมูลเพิ่มเติม แนวข้อสอบ รวมไปถึงการได้contactรุ่นพี่ ในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกด้วย

    ให้ลองวาดรูป ออกแบบงานบ่อยๆ การฝึกฝนบ่อยๆจะทำให้น้องๆรู้ว่า งานเป็นอย่างไร ภาพรวมของงาน แล้วให้ลองดูว่าเราสามารถทำมันได้ดี และ ชอบมันจริงๆหรือไม่

    ต้องวาดรูปเก่งไหม ทักษะไหนจำเป็น?

    เข้าสถาปัตย์

    คำถามที่น้องๆหลายคน ที่อยากสอบเข้าคณะสถาปัตย์ต้องการรู้มากที่สุด ทักษะไหนจำเป็นในการเรียนสถาปัตย์ มาดูกันเลย

    • ทักษะการวาดรูป แม้ว่าจะมีการออกแบบ ร่างแบบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องวาดรูปอย่างเดียวแม้พื้นฐานการวาดจะไม่เทพมาก แต่เพียงเข้าใจหลักการออกแบบ การเขียนภาพ เพราะเดี๋ยวนี้จะเน้นการใช้ภาพสามมิติมากยิ่งขึ้น
    • ทักษะทางคณิตศาสตร์ และ ฟิสิกส์ น้องๆหลายๆคนคงจะงงว่า อุส่าห์หนีวิชาการมาแต่ทำไมต้องมาเจอวิชาการอีก เพราะ โครงสร้างต้องอาศัยการคำนวณ ความแม่นยำสูง (*ขึ้นอยู่กับสาขาและมหาลัยที่เรียนด้วย)
    • ทักษะทางภาษาอังกฤษ เพราะ เนื้อหาของงานออกแบบ ตำรำ ไอเดีย ข้อมูลหลายๆอย่าง มักจะเป็นภาษาอังกฤษ การที่ได้ภาษาจะช่วยให้ง่ายต่อการหาข้อมูล
    • ทักษะอื่นๆ นอกจากการวาดภาพแล้ว ยังต้องอาศัยทักษะในด้านต่างๆ ทั้งการออกแบบ การศึกษาพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ทฤษฎีโครงสร้าง กฎหมาย และ อีกหลายๆเรื่อง (*ขึ้นอยู่กับสาขาและมหาลัยที่เรียนด้วย)

    เตรียมตัวสอบ เข้าสถาปัตย์ !!!

    ข้อสอบเข้าสถาปัตย์จะมีทั้งแบบ ปรนัยเพื่อวัดความรู้ ที่เป็นเรื่องความรู้ทางศิลปะ แสง เสียง ลม ความร้อน การจัดวางพื้นที่ กฎหมายอาคาร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มิติสัมพันธ์ เรขาคณิต ความเชื่อมโยงต่างๆ ข้อสอบมิติสัมพันธ์แสงเงา (Isometric) ที่จะเป็นเรื่องของมิติ 2-3 มิติ การหาพื้นที่แรงเงา ข้อสอบการออกแบบ2มิติ (Graphic design) เป็นการให้ออกแบบสัญลักษณ์ รูป ตามโจทย์ที่กำหนดไว้ ข้อสอบการออกแบบ3มิติ (Sketch design) ส่วนใหญ่จะเป็นการให้ออกแบบสิ่งใช้สอย ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ตามโจทย์ที่กำหนดไว้ และ ข้อสอบแบบPerspective ที่โจทย์จะระบุสถานที่ เหตุการณ์ ให้น้องๆวาดออกมา ต้องวาดให้หมดตามที่โจทย์กำหนดเอาไว้

    สามารถอ่านข้อมูล ติวสถาปัตย์นอกจากPAT4 เพิ่มเติมได้

    หากผิดแผนควรเตรียมตัวอย่างไร?

    การวางแผนเพื่อเตรียมตัวสอบเข้า ควรรีบเตรียมตัวตั้งแต่ต้นๆ อย่างเร็วคือช่วง ม.4 อย่าให้เกิน ม.5 เพราะ การฝึกฝนจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะ และ หาความรู้เพิ่มเติม ไม่ใช่สิ่งที่จะทำข้ามคืนได้ ดังนั้นหากใครที่เริ่มช้าไป ในช่วงม.5-6 ที่กำลังจะเข้าสู่การสอบ น้องจะต้องพยายามมากขึ้นเป็นพิเศษ หากคนอื่นพยายาม 1 เท่า น้องจะต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นทวีคูณ

    • ให้เร่งทำข้อสอบ โดยให้เลือกการรับสมัครเพียงไม่กี่ที แต่ให้ทุ่มให้สุดตัว ไม่เผื่อเลือกมาก เพราะ การรับแต่ละรูปแบบใช้วิธี และ สัดส่วนคะแนนที่ต่างกัน ทั้งข้อสอบวิชาการ ข้อสอบความถนัด (ศึกษาการรับ คะแนน ให้ดีโดยพยายามอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ)
    • ฝึกทักษะที่ต้องใช้ในการสอบ หากฝึกพื้นฐานไม่ทัน ให้ใช้ตัวช่วย เช่น เรียนพิเศษ กวดวิชา
    • ลองสอบข้อสอบเสมือนจริงที่เปิดให้ลองสอบ อาจจะเป็นออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ โดยให้น้องๆพยายามเสมือนสอบเข้าจริง เพื่อที่จะได้รู้จุดอ่อนของเรา เช่น เวลาในการทำ การตีโจทย์ ทักษะที่ขาดไป แล้วนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น

    ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี เลือกเรียนที่ VA

    หากน้องๆคนไหนมีความกังวลเรื่องทักษะความรู้ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี หรือ เตรียมตัวช้า ไม่ได้ฝึกฝีมือตั้งแต่ตอนต้น พี่ๆ viridian academy of art ช่วยน้องได้ เพราะ เราสอนตั้งแต่พื้นฐาน เตรียมตัวน้องให้พร้อมสอบติดคณะที่ใช่ เพราะที่นี่เรียนได้แม้ไม่มีพื้นฐานก็ตาม น้องๆสามารถปรึกษาเพิ่มเติมกับพี่ๆ VA เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

    “เลือกโรงเรียนสอนศิลปะ เลือกเรียนกับVA”

     

     

    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • คอร์สPainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนกับเรา VA ได้

    คอร์สPainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนกับเรา VA ได้

    น้องๆหลายๆคนมักจะกังวลว่า “หนูไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะเรียนได้หรือเปล่าคะ” หมดกังวลเรื่องของพื้นฐานไปได้เลย เพราะที่ Viridian academy of art เราได้จัดสอน คอร์สpainting พื้นฐาน ที่แม้ว่าน้องๆจะไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ก็สามารถเรียนได้ เพราะเราจะปูพื้นฐานการเพ้นท์ภาพ และ เทคนิคต่างๆที่จำเป็นต้องรู้ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะของน้องๆ ให้มีพื้นฐานที่ดี และ สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต นั้นเพราะพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ มาปูพื้นฐานการเพ้นท์ภาพไปกับเรา

    คอร์สpainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้!!!

    คอร์สpainting พื้นฐาน

    คอร์ส Basic painting เป็นคอร์สเรียนออนไลน์ ที่จะช่วยปูพื้นฐานสำหรับน้องๆ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน และ กำลังเตรียมตัวที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต มาปูพื้นฐาน และ ทักษะที่จำเป็นต่างๆ ในการวาดภาพด้วยสีชนิดเปียก ฝึกทักษะการใช้พู่กันให้น้องๆ รวมถึงการลงน้ำหนัก แสงเงาในการลงสี อีกทั้งเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเริ่ม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการเรียนใน stepที่ยากขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ นิเทศศิลป์ ออกแบบตกแต่งภายใน จิตรกรรม และ สาขาอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ทักษะการวาดภาพสีน้ำ สีชนิดเปียกต่างๆ

    คอร์ส Basic painting เหมาะกับใคร

    • น้องๆ มัธยมศึกษาตอนปลาย 4-6 ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
    • น้องๆที่ซิ่วเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะจิตกรรม คณะนิเทศศิลป์ คณะออกแบบภายใน และ คณะที่ต้องอาศัยทักษะการวาดภาพต่างๆ
    • น้องๆ ที่ต้องการฝึกทักษะพื้นฐานให้แม่นยำ เพื่อนำไปต่อยอดทักษะวาดภาพในระดับที่สูงขึ้น หรือ ต้องใช้ในการทำงานทางด้านศิลปะ

    คอร์สนี้เรียนกี่ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อเรียนแล้วจะได้รับอะไรบ้าง?

    คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับฝึกพื้นฐานการวาดภาพด้วยสีชนิดเปียก จำนวน 4 บทซึ่งแบ่งเป็น แบบบรรยาย โดยจะใช้เวลาในการเรียนบทละ 60 นาที และ แบบปฏิบัติเอง 2-3 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการสอนเกล็ดความรู้เสริมรอบด้านในการใช้สีชนิดเปียกพื้นฐาน เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถนำไปฝึก และ ปฏิบัติเองได้ โดยการเรียนของเราจะวัดผลโดยการให้ผู้เรียนปฏิบัติงานแล้วส่งงานให้กับอาจารย์ เพื่อที่จะได้ทำการดูภาพรวมมของการเรียนในแต่ละครั้ง นั้นทำให้คอร์สออนไลน์นี้เสมือนเรียนสดกับอาจารย์

    • เรียนบรรยาย เพื่อให้ทราบถึงทฤษฏีการลงสีชนิดเปียก การรู้จักการใช้พู่กัน การจับ การเลือกกระดาษที่เหมาะสำหรับการลงสี เทคนิคการวาดรูปต่างๆ  การลงสี เทคนิคการลงสีโดยการลงน้ำหนักมือ และ แสงเงา ที่น้องๆจะสามารถนำไปใช้กับการปฏิบัติ และ ฝึกฝนได้จริง
    • เรียนปฏิบัติ เพราะศิลปะคือการลงมือทำ นอกจากภาคบรรยายแล้วยังต้องสามารถปฏิบัติได้จริง จึงมีการเรียนภาคปฏิบัติ โดยจะให้น้องๆส่งงานที่ทำการวาดมาเพื่อตรวจประเมินผล เพื่อที่จะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้ตรงจุด

    เนื้อหาในการเรียนที่จะได้จากการเรียนคอร์สนี้ มีดังต่อไปนี้

    • หลักการ และ เทคนิคใช้พู่กันในการเพ้นท์ภาพ
    • การบังคับ และ ควบคุมสีชนิดเปียก
    • การสังเกตค่าน้ำหนักในการลงสี และ การลงแสงเงา
    • เทคนิคการผสมสี และ การลงสีด้วยเทคนิคต่างๆ
    • การเลือกชนิดของสีในการเพ้นท์ให้เหมาะสม สีโปสเตอร์ สีน้ำ และ สีอะคริลิก

    ทำไมต้องเรียน คอร์สPainting พื้นฐาน กับ viridian academy of art

    คอร์สPainting พื้นฐาน

    “สร้างพื้นฐานให้พร้อมลุย แม้เป็นมือใหม่”

    คอร์สของเราเป็นคอร์สที่แม้ว่า “น้องๆจะไม่มีพื้นฐานก็สามารถที่จะเรียนได้” คอร์สของเราจะช่วยปูพื้นฐานของน้องๆ ตั้งแต่เริ่ม ไม่ใช่การเพ้นท์สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีอะคริลิกเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงการลงน้ำหนัก และ การลงแสงเงา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเพ้นท์ภาพ เป็นการสร้างพื้นฐานให้น้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ สามารถนำพื้นฐานไปพัฒนาในการเพ้นท์ภาพ เพื่อต่อยอดในระดับสูงได้ และ เพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของน้องๆ ให้แสดงออกมา รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัว เพื่อเตรียมสอบเข้าคณะนิเทศศิลป์ คณะออกแบบตกแต่งภายใน คณะจิตรกรรม และ คณะที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ ทักษะในด้านนี้ ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องอาศัยพื้นฐานในการเพ้นท์ และ เทคนิคต่างๆ ที่จำเป็น อย่าปล่อยให้คณะในฝันหลุกลอยไป เพราะเราไม่มีพื้นฐาน มาสร้างพื้นฐานการ Painting ตั้งแต่เริ่มให้แน่นไปกับเรา viridian academy of art เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เรียนเลย!!!

    >>สามารถเข้าไปดูรายละเอียด Basic painting online ได้ที่นี่เลย<<

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • Drawing ออนไลน์ กับ VA เพราะพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ

    Drawing ออนไลน์ กับ VA เพราะพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ

    เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบันทำให้ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่า แต่เนื่องจากทาง viridian academy of art เล็งเห็นถึงความสำคัญของพื้นฐานที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้เราสามารถต่อยอด และ ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาฝีมือในอนาคต ด้วยเหตุผลนี้เราจึงได้เปิดคอร์ส Drawing ออนไลน์ ขึ้นเพื่อสอนพื้นฐานการดรออิ้งขึ้น อย่าทิ้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ใช้ช่วงเวลานี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ฝึกพื้นฐานให้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะพื้นฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก!!!

    คอร์สdrawing ออนไลน์ เรียน Basic drawingหลักสูตรเก่งเร็ว

    Drawing ออนไลน์

    คอร์ส basic drawing เป็นคอร์สเรียนพื้นฐานการวาดภาพ ซึ่งเป็นคอร์สเริ่มต้นที่สำคัญก่อนเริ่มเรียนสำหรับทุกๆคอร์ส เนื่องจากคอร์สอื่นๆ จะต้องอาศัยทักษะการดรออิ้ง ซึ่งเป็นพื้นฐานของพื้นฐาน ที่ต้องใช้ในการวาดภาพ โดยคอร์สเบสิกนี้ เป็นคอร์สที่จะสอนการวาดภาพเบื้องต้น ทั้งการวาดรูปร่าง รูปทรง การลงน้ำหนักมือ และ การลงแสง-เงา ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการวาดรูปพื้นฐาน

    คอร์สbasic drawing เหมาะกับใคร

    • น้องๆ มัธยมศึกษาตอนปลาย 4-6 ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
    • น้องๆที่ซิ่วเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะศิลปกรรม คณะมัณฑนศิลป์ คณะนิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม คณะจิตกรรม และ คณะที่ต้องอาศัยทักษะการวาดภาพต่างๆ
    • น้องๆ ที่ต้องการฝึกทักษะพื้นฐานให้แม่นยำ เพื่อนำไปต่อยอดทักษะวาดภาพในระดับที่สูงขึ้น หรือ ต้องใช้ในการทำงานทางด้านศิลปะ

    คอร์สนี้เรียนกี่ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อเรียนแล้วจะได้รับอะไรบ้าง?

    คอร์สพื้นฐานการวาดภาพนี้ เป็นคอร์สเริ่มต้นสำหรับเรียนต่อในทุกๆคอร์ส ซึ่งจะทำการเรียนทั้งหมดคอร์สละ 8 ครั้ง โดยจะเรียนทั้งหมด 8 บท ซึ่งแบ่งเป็น แบบบรรยาย โดยจะใช้เวลาในการเรียนบทละ 30-60 นาที และ แบบปฏิบัติเอง 3-4 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการสอนเกล็ดความรู้เสริมรอบด้านในการวาดรูปให้ครบถ้วน เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถนำไปฝึก และ ปฏิบัติเองได้ โดยการเรียนของเราจะวัดผลโดยการให้ผู้เรียนปฏิบัติงานแล้วส่งงานให้กับอาจารย์ เพื่อที่จะได้ทำการดูภาพรวมมของการเรียนในแต่ละครั้ง นั้นทำให้คอร์สออนไลน์นี้เสมือนเรียนสดกับอาจารย์

    • เรียนบรรยาย เพื่อให้ทราบถึงทฤษีต่างๆ ความเป็นมาของโครงสร้าง รูปร่างต่างๆ อีกทั้งเทคนิค และ เกล็ดความรู้เพิ่มเติม ที่สามารถนำไปใช้กับการปฏิบัติ และ ฝึกฝนได้จริง
    • เรียนปฏิบัติ เพราะศิลปะคือการลงมือทำ นอกจากภาคบรรยายแล้วยังต้องสามารถปฏิบัติได้จริง จึงมีการเรียนภาคปฏิบัติ โดยจะให้น้องๆส่งงานที่ทำการวาดมาเพื่อตรวจประเมินผล เพื่อที่จะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้ตรงจุด

    เนื้อหาในการเรียนที่จะได้จากการเรียนคอร์สนี้ มีดังต่อไปนี้

    • หลักการวาดภาพพื้นฐาน และ รูปทรงพื้นฐาน
    • การขึ้นโครงสร้างรูปวงกลม รูปทรงรี
    • การวาดรูปทรงต่างๆ พื้นฐานที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น รูปทรงกรวย , รูปทรงกลม , รูปทรงกระบอก , รูปทรงลูกบาศก์ และ รูปทรงพื้นฐาน
    • การลงน้ำหนักมือแบบต่างๆ และ การลงแรงเงาพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคณะที่ต้องอาศัยทักษะการวาดภาพ
    • การนำไปประยุกต์ใช้ในการวาดภาพต่างๆ และ เทคนิคพื้นฐานที่จำเป็นในการวาดภาพ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดผลงานจากคอร์สพื้นฐานได้

     

    ทำไมต้องเรียน drawing ออนไลน์ กับ viridian academy of art

    การที่เราจะวาดรูปออกมาได้ดี จำเป็นต้องอาศัยประสาทสัมผัสต่างๆในการวาด นั้นคือ  ตา และ มือ รวมถึง สมองอีกด้วย มารู้จัก Contour drawing เบสิกของการดรออิ้ง โดยสมองเป็นส่วนที่สำคัญ ในการวาดภาพจึงต้องมีสมาธิดีๆ นั้นจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น contour drawing จะช่วยในการสร้างสมาธิ โดยอาจจะวาดสิ่งที่มีโครงสร้างง่ายๆ ดีเทลน้อยๆ แล้วค่อยๆไปถึงสิ่งที่มีดีเทลเยอะๆ ในการวาดให้มือกับตาสัมพันธ์กัน ตาไปทางไหนมือก็ไปทางเดียวกัน จากนั้นให้ค่อยๆเคลื่อนไปเรื่อยๆ โดยไม่ยกมือ สามารถซ้ำเส้นที่ลากผ่านไปแล้วได้ โดยน้องๆสามารถดูว่าตากับมือของน้องๆสัมพันธ์กันหรือไม่ โดยให้ดูรูปว่ามีรายละเอียดที่เชื่อมกันหรือไม่

    >>โดยน้องๆสามารถเข้าไปดูคลิปเต็มๆ contour drawing ที่นี่เลย<<

    “ไม่ใช่แค่เรียน แต่ต้องปฏิบัติได้จริง”

    เนื่องจากพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ หากพื้นฐานไม่ดี จะส่งผลทำให้การเรียนคอร์สที่สูงขึ้น  อีกทั้งการนำพื้นฐานมาประยุกต์ใช้กับทักษะที่อื่นๆ มีปัญหาได้ หากพื้นฐานรูปทรงต่างๆ การลงน้ำหนักมือไม่ได้ จะทำให้ภาพที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ เราจึงจัดทำคอร์สออนไลน์ พื้นฐานการดรออิ้ง ที่จะช่วยทำให้น้องๆ มีทักษะในการเริ่มต้นที่ดี และ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสเก็ตช์ภาพ ทักษะการวาดเส้น ทักษะการลงสี ทักษะการออกแบบ และ ทักษะอื่นๆที่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นคอร์สที่สอนสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่น้องๆควรที่จะรู้ ก่อนที่จะไปเรียนในคอร์ส หรือ ระดับที่สูงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งพี่ๆ viridian academy of art ยังเป็นพี่ที่จบจากคณะทางด้านศิลปะมาตรงๆ และ มีประสบการณ์ในการเตรียมตัวมาก่อนทำให้สามารถเข้าใจ และ ปูพื้นฐานได้ตรงจุด อีกทั้งหลักสูตรนี้ยังเป็นหลักสูตรเก่งเร็ววาดรูปด้วยสมองซีกขวา ที่ได้คีดบาเรียนที่สำคัญมาเพื่อให้น้องๆ สามารถนำความรู้ไปฝึก และ ปฏิบัติได้เอง นอกจากนั้นยังมีการประเมินผลงานการปฏิบัติงานที่ได้จากการเรียน เพื่อดูภาพรวมของงานในแต่ละสัปดาห์อีกด้วย

     

    >>สามารถเข้าไปดูรายละเอียด Basic drawing online ได้ที่นี่เลย<<

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร รีวิวการเรียนกับ”บลิ๊งกี้”

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร รีวิวการเรียนกับ”บลิ๊งกี้”

    ใครอยากสอบเข้า สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร บ้าง!!! สำหรับใครที่อยากสอบเข้า หรือ เตรียมตัวกำลังจะสอบเข้าอยู่ หลายๆคน คงมีคำถาม มีข้อสงสัยหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน เรื่องของสังคม ความเป็นอยู่ บทความนี้จะมา รีวิวสถาปัตย์ ม.ศิลปากรกัน แต่จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลย!!!!

    แนะนำตัวกันหน่อย

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร แนะนำตัว

    สวัสดีค่า “บลิ๊งกี้” นะคะ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม  มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ เรียนสถาปัตย์หลักนั่นเองค่ะ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า กว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยนี้ ก็ติวมาเยอะมาก เหมือนกันค่ะ เป็นคนสนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วค่ะ พอช่วงประมาณ ม.3 เริ่มรู้ตัวเองว่าน่าจะมาทางด้านนี้  เลยอยากเอาจริงเอาจังทางด้านศิลปะค่ะ ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปใน “Viridian Academy Of Art” แล้วก็ได้คุยกับพี่ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจสมัครเรียน เราได้บอกความต้องการของเรา พี่ๆก็ใจดีมากและเป็นกันเอง ช่วยรับฟัง อีกทั้งยังช่วยดูคอร์สเรียนที่เหมาะสมกับเรา มากที่สุดให้อีกด้วย !!!

    เตรียมตัว สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร

    เริ่มต้น

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร

    ไปเรียนครั้งแรกเริ่มเรียนจาก คอร์ส “Basic Drawing” ค่ะ แล้วก็เรียนต่อจนจบ คอร์ส “Advanced Drawing” ใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยากเข้าคณะอะไร เพราะยังหาตัวเองไม่เจอ ถ้าใครยังหาตัวตนไม่เจอแบบบลิ๊ง บลิ๊งแนะนำ คอร์ส Drawing มากๆค่ะ เพราะเป็นการปูพื้นฐานในการวาดรูป ทำให้เข้าใจวัตถุ เข้าใจ โครงสร้าง และ เป็นการเสริมทักษะด้านการวาดภาพ ทำให้นำไปใช้ ต่อยอดได้ไวในการนำไปใช้การเรียนด้านอื่นๆอีกด้วยค่ะ

    ต่อมา

    หลังจากที่เรียนจบคอร์ส Drawing ทั้งหมด คิดว่าตัวเองชอบออกแบบตกแต่งภายใน เพราะมีความสนใจเรื่องการ จัดการพื้นที่ และตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ เลยมาทดลองเรียน คอร์ส “ออกแบบภายใน”อยู่พักนึงก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ยังชอบ ไม่สุด พอได้ลองทำงานสไตล์แนวสถาปัตย์ เลยค้นพบตัวเองว่าชอบทางนี้ กว่าจะมั่นใจว่าจะมาทางนี้จริง ๆก็ ม.6 เทอม 2  แล้วค่ะ ซึ่งถือว่าช้ามาก555555

    ในการเตรียมตัวสอบเข้า ก็เลยลงเรียนคอร์ส “ความถนัดทางสถาปัตย์” เนื้อหาในคอร์ส ก็จะเป็นการติวสอบ PAT4 ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องใช้ยื่นสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม ตั้งแต่พื้นฐานเรื่องการใช้เส้น รวมไปถึงสิ่งที่ ต้องใช้สอบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การวาดทัศนยภาพ ไอโซเมตริก และความรู้ทางสถาปัตยกรรมเป็นต้นค่ะ การเรียนก็จะ แบ่งเป็น คอร์สละ 8 ครั้ง 3,500 บาท บลิ๊งเรียนจนถึงสอบเลยค่ะ โดยมีครูพี่ต้นเป็นคนสอน ระหว่างเรียนก็สนุกค่ะ ได้ความรู้แน่นมาก เวลาไม่เข้าใจตรงไหนสามารถถามได้เลย พี่ๆก็จะสอนจนกว่าเราจะเข้าใจ ยิ่งช่วงติวเข้มลองโค้งสุดท้าย พี่ๆก็ จะอุดรอยรั่วให้ และงัดเทคนิค ทริค ในการทำข้อบยังไงให้งานดูเสร็จ เร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ได้คะแนนแน่นอน ซึ่ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆค่ะ เพราะพี่ๆสอนแบบใส่ใจ และดูให้ละเอียดจริงๆ

    ระหว่างนั้นก็ต้องหมั่นขยัน ฝึกฝนฝีมือเพื่อพัฒนา ตัวเองตลอดนะคะ ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบกับตัวเองมากๆก็ต้องขอบคุณพี่ๆทุกคนที่สอนบลิ๊งมาในแต่ละคอร์ส โดยที่ไม่ใช่เพียงแต่จะเป็นการสอนให้วาดรูปเป็น แต่พี่นั้นยังสอนทั้งเทคนิค การเก็บงาน ที่ไม่มีอยู่ในตำรา ที่มาจาก ประสบการณ์ที่พี่ๆเค้าได้ผ่านมา นอกจากนั้นเพื่อนๆที่เรียนมาด้วยกันตอนนี้ก็เรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรม  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก็ติดตามความต้องการของเพื่อนอีกด้วยค่ะ

    เมื่อเข้าสู่มหาลัย

    หลังจากที่เข้ามหาลัยก็ยังมีต้องใช้ความรู้และทักษะด้านการวาดภาพอยู่ในการนำเสนองาน ในบางรายวิชาของ คณะก็ยังมีการเรียนวิชา Drawing อยู่บ้างซึ่งคนที่มีพื้นฐาน “Drawing” ก็จะได้เปรียบกว่า เพราะเราจะเข้าโครงสร้าง แสง  เงาและการวาดทัศนียภาพ มากไปกว่านั้นระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยก็สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ ใช้และ ปรับให้เข้ากับตัวเอง เป็นงานสไตล์ตัวเอง และยังสร้างรายได้เสริมจากการรับงานวาดรูปไปได้ด้วยได้ค่ะ ในตอนนี้บลิ๊งก็รับ วาดรูปอยู่เหมือนกัน เป็นภาพ ดรออิ้ง งานสีน้ำ ก็ฝากผลงานไปติดตามกันได้ ที่ Instagram : @happiiblinky ด้วยนะค้า ขอบคุณค่า 

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไม่ เงินดีรึเปล่า

    เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไม่ เงินดีรึเปล่า

    เรียนสถาปัตย์จบมามีงานทำหรือ? คำถามนี้เป็นคำถามเก่าแก่มากกกก…ตั้งแต่สมัยพี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ (พี่สอบ ปี2542 ปีนี้ 2563 ก็ 21 ปีที่แล้ว 5555) เลยต้องเท้าความกันยาวเลยครับ ตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540วิกฤตินี้แหละเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครับ ก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู สถาปนิกเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนสูงมาก มันเกิดขึ้นจากการก่อสร้างในประเทศที่ขยายตัวแบบสุดๆ ช่วงนั้นสถาปนิกเป็นอาชีพที่หล่อและรวยมากจริงๆ คุณภาพชีวิตดี life style สวยหรู แต่เนื่องจากงานของเรามันดันพ่วงไปกับภาคอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง ซึ่งแสนจะอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจเหลือเกิน พอวิกฤติเศรษฐกิจเกิดปุ๊บ งานของเราก็ดิ่งลงเหวปั๊บ พูดได้ว่าตกงานกันเป็นเละเทะพวกแรกเลย สภาพนี่คือ เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังได้เลยจริงๆ และยังลำบากกันยาวมาอีกหลายปีหลังจากนั้น ทำให้การรับรู้ของคนทั่วๆไปในรุ่นนั้นก็จะมองว่า “เป็นสถาปนิกไส้แห้ง!!!” ตกที่นั่งเดียวกับคนเรียนศิลปะ ที่ถูกเรียกว่าศิลปินไส้แห้ง แต่ก็แปลกนะครับ ด้วยความที่ว่าใจรัก หรือบ้าระห่ำ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมพี่ก็ยังเลือกที่จะ เรียนสถาปัตย์ อยู่ดี

    เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไหม?

    เรียนสถาปัตย์

    จากเหตุการณ์ในอดีตที่ว่ามา น่าจะทำให้เกิดภาพจำ ติดอยู่ในใจคนรุ่นเก่าจำนวนมากพอสมควร จากการได้พูดคุยกับผู้ปกครองจำนวนมาก ประมาณ 50% จะถามคำถามนี้ ว่า “จบมามีงานทำรึเปล่า” “รายได้เป็นยังไง” “มั่นคงไหม” จริงๆแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมากครับ เพราะปัจจุบัน รายได้และความมั่นคงมันเกี่ยวกับปัจจัยหลายอย่างมาก ที่นอกเหนือจากการเรียนจบคณะอะไร อย่างถ้าเป็นสมัยก่อน มันก็จริงที่คนเรียนหมอ เรียนวิศวะ จะมั่นคงกว่า รายได้สูงกว่าสถาปัตย์ เพราะ หมอกับวิศวะเป็นวิชาชีพที่จำเป็น ไม่ว่าโลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น ยังไงก็ยังมีความต้องการหมอกับวิศวะอยู่ดี

    ในปัจจุบันนี้

    ระบบทุนนิยมได้ทำให้โลกเราเกิดการแข่งขันทางธุรกิจเรื่อยมา จนทุกวันนี้ได้มาถึงจุดที่ design กลายเป็นสิ่งจำเป็นเทียบเท่ากับเรื่องสุขภาพ และวิศวกรรม มาตรฐานคุณภาพชีวิตโดยรวมสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

    • การกินอยู่
    • ท่องเที่ยว
    • เสื้อผ้า
    • หน้า ผม จำเป็นต้องดูดี design

    ความสำคัญของสถาปนิก และนักออกแบบสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนไม่ได้ด้อยไปกว่า หมอหรือวิศวะแบบที่เคยเป็นเมื่อนานมาแล้วอีกต่อไป เรื่องความมั่นคงในปัจจุบัน งานสถาปัตย์ และงาน design อื่นๆ เป็นงานที่ค่อนข้างมั่นคงมาก  มีงานมากมายให้ทำตลอดเวลา เรียกได้ว่า ถ้าเก่งพอสมควร และเป็นคนที่ attitude ดี พูดรู้เรื่อง ก็หางานได้ไม่ยาก สามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงาน แบบมีรายได้พอสมควร แม้นายได้เริ่มต้นจะไม่ได้มากมาย หรูหรา เท่ากับหมอหรือวิศวะ แต่ก็มีข้อได้เปรียบคือสามารถรับงานส่วนตัวทำนอกเวลาได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน (จริงๆถ้าขยันมาก ก็เริ่มรับงานได้ตั้งแต่ตอนเรียน) โดยเริ่มจากเป็นลูกมือในทีมของสถาปนิกรุ่นใหญ่ แล้วค่อยๆไต่ไปรับงานเองเมื่อพร้อม งานอาจจะเหนื่อยกว่า กินเวลาชีวิตมากกว่าอาชีพอื่น แต่แลกมาด้วยรายได้จำนวนค่อนข้างมาก และการพัฒนาความสามารถได้อย่างก้าวกระโดด

    เรียนให้จบนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

    ไม่ใช่ว่า คนที่เรียนสถาปัตย์มาทุกคนจะได้งานดี รายได้ดี มีอนาคตสดใสไปซะทุกคน มันยังขึ้นอยู่กับอีกหลายๆปัจจัย โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงในสมัยนี้ คุณภาพของผลงานdesign ของแต่ละคนมีผลอย่างมาก แม้จะไม่ได้เกรดสวยงาม

    • แต่ตัวผลงานโดดเด่น น่าสนใจ
    • ยิ่งถ้ามีการรับงาน job ช่วยออกแบบงานของจริงกับอาจารย์หรือรุ่นพี่
    • การส่งงานออกแบบเข้าประกวด แม้ว่าจะไม่ได้ชนะ หรือได้รางวัล แต่ถ้างานแสดงถึงความสามารถ เอกลักษณ์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราดูดี น่าสนใจกว่าเกรดสวยๆ หรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับ1เหรียญทองมากๆ

    ในปัจจุบันต้องมีอย่างอื่นควบคู่กันไปกับการเรียน

    กลายเป็นว่าปัจจุบัน การสอบให้ติดที่ดีๆแล้วเรียนให้จบนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เนื่องสายงาน design ต่างจากอาชีพอื่น ตรงที่มันมีตัวผลงานของเราเป็นตัวบอกว่าความสามารถเรามีแค่ไหนอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับหมอ หรือวิศวกร หรืออาชีพอื่น เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง ในช่วงเริ่มต้นทำงาน สายอาชีพอื่นจึงต้องใช้เกรด และสถาบันที่เรียนจบมาเป็นตัววัดความสามารถ

    • สำหรับคนเรียนสายdesign หากต้องการประสบความสำเร็จมีงานที่ดีและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
    • ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่าแค่เรียนตามหลักสูตร
    • การรับ job การส่งงานประกวดแบบ
    • การทำกิจกรรมออกค่ายอาสา ทำละคร และอื่นๆ
    • การฝึกฝนเพิ่มความสามารถ เป็นการสร้าง connection ฝึกการทำงานเป็นทีม เป็นการสร้างผลงานไปพร้อมๆกันทีเดียว
    • สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของคนเรียนสาย design หลังจากเรียนจบไปแล้ว ว่าจะไปต่อได้ดีหรือไม่ดี มากกว่าผลการเรียนมาก

    สุดท้ายขอฝากน้องๆที่อยาก เรียนสถาปัตย์

    อย่ามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียน อย่าสนใจแต่เกรดอย่างเดียว ความสามารถที่แท้จริงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเสมอ ไม่ใช่แค่ตอนเรียนจบ แม้แต่ตอนสอบเข้าในตอนนี้ มหาวิทยาลัยก็ให้ความสำคัญกับผลงานจริงมากกว่าเกรดแล้วนะครับ คณะสถาปัตย์ และคณะ design ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ admission รอบส่ง portfolio มากขึ้น จะเห็นว่าการรับเข้าจากรอบ portfolio มีจำนวนมากกว่าการรับเข้าจากการสอบ ดังนั้นใครที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมาทางสถาปัตย์แล้ว พี่แนะนำให้แบ่งเวลาอย่างเพียงพอให้กับการฝึกฝนทักษะ, เรียนรู้องค์ความรู้ และจริงจังกับการสร้างผลงานที่แสดงความสามารถในการวาดและการออกแบบให้มากครับ

     

    สามารถติดตาม viridian academy of art และ ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

  • คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    น้องๆหลาายคนที่อยากจะเข้าคณะสถาปัตย์ คงจะมีหลายๆคนที่ตั้งคำถามที่ หลายคนที่มีข้อสงสัยกันว่า คณะสถาปัตยกรรม คืออะไร , สถาปัตเรียนเกี่ยวกับอะไร , ถ้าเรียนแล้วยากหรือไม่ หรือ ต้องวาดรูปเก่งไหมถ้าจะเรียน อีกทั้งยังคำถามอื่นๆอีกมากมาย น้องๆต้องทำความเข้าใจก่อนว่า งานสถาปัตยกรรมนั้น แตกต่างอย่างไร ที่พักอาศัย และ อาคารต่างๆต่างกันหรือไม่ ? หากน้องๆอยากไขข้อสงสัยกันแล้วอย่ารอช้า เข้าไปอ่านในบทความกันเลย!!!!

     

    งานสถาปัตยกรรมต่างจากอาคารธรรมดาทั่วไปอย่างไร

    อาคารธรรมดาทั่วไปเน้นการใช้สอยที่ดี ให้ความสะดวกสบาย เน้นความประหยัดและคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ เน้นความประหยัดและง่ายในการก่อสร้าง เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกิดมาตรฐานการใช้งานและการก่อสร้างของอาคารชนิดต่างๆ การที่จะสร้างอาคารธรรมดาจึงไม่จำเป็นต้องใช้สถาปนิกออกแบบ แค่ใช้วิศวกรออกแบบตามเงื่อนไขที่จำเป็น และใช้ผู้รับเหมาทำการก่อสร้างก็จะได้อาคารสำหรับใช้งานทั่วไป

    • ยกตัวอย่างเช่น อาคารโรงงาน
    • โกดัง
    • อพาร์ทเมนท์
    • ตึกแถวธรรมดา
    • โรงเรียนประชาบาล
    • อาคารอื่นๆที่เห็นกันทั่วๆไป

    อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่สามารถขาดสิ่งที่มีคุณค่าทางใจ สิ่งที่มีความหมาย ให้ความรู้สึกพิเศษ มนุษย์ยังคงต้องการอะไรที่มากไปกว่าสิ่งสามัญธรรมดาซึ่งเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การพยายามค้นหาความหมายและสร้างคุณค่าทางใจนี้เองคือการออกแบบ มนุษย์จึงได้ออกแบบสิ่งต่างๆ รวมไปถึงอาคารและสิ่งปลูกสร้างซึ่งสถาปนิกคือผู้ออกแบบ ให้อาคารเหล่านี้มีคุณค่าและความหมายมากกว่าเป็นอาคารที่แค่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน อาคารที่มีคุณค่าดังกล่าวนี่เองเรียกว่าสถาปัตยกรรม

     

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    บ้านธรรมดา
    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    บ้านที่สถาปนิกออกแบบ
    บ้านที่สถาปัตย์ออกแบบ
    ตึกธรรมดา
    ตึกที่สถาปนิกออกแบบ
    สถาปัตยกรรมหลัก+สถาปัตยกรรมภายใน+ภูมิสถาปัตย์

     

    สาขา/ภาควิชาใน คณะสถาปัตยกรรม

    แต่ละสถาบันมักจะมีสาขาย่อย ซึ่งแยกกันรับตั้งแต่แรก หมายความว่าต้องแยกกันยื่นสมัคร บางสาขาต้องแยกสอบโดยใช้ข้อสอบต่างกัน ซึ่งแต่ละสถาบันก็มีการแบ่งสาขาต่างๆกันอีก ฉะนั้นควรหาข้อมูลให้ดีก่อนว่าอยากเรียนสาขาไหน สถาบันไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง

    สาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสถาปัตย์

    1. สถาปัตย์-สถาปัตย์ หรือ สถาปัตยกรรมหลัก
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      เกี่ยวข้องกับการออกแบบตัวอาคารหลัก วางผัง Plan การใช้งาน ต่างๆ ว่าควรเข้ามาเจออะไรก่อนแล้วต่อด้วยส่วนไหน ขนาดห้องที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ควรเปิดมุมมองด้านไหนถึงจะดี รับลมด้านไหน กันแดดยังไง ออกแบบถึงรูปร่างหน้าตาอาคาร วัสดุที่ใช้ภายนอก เน้นการคิดถึงการรับรู้พื้นที่ว่าง Space ที่สอดประสานเป็นภาพรวม มองเห็นลำดับการรับรู้ของผู้เข้าใช้อาคารเป็น Shot ตั้งแต่มองเห็นระยะไกลๆ จนเข้ามาระยะใกล้ จนถึงประตูทางเข้า และเมื่อเข้ามาในอาคารแล้ว ควรมีการรับรู้เป็นลำดับยังไง ต้องประมวลสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกมาเป็นรูปแบบตัวอาคารทั้งหลัง สถาปัตย์-สถาปัตย์ หรือ สถาปัตยกรรมหลัก เป็นภาควิชาหลักที่เปิดสอนทุกสถาบันที่มีคณะสถาปัตย์

     

    1. สถาปัตย์-ภายใน หรือ สถาปัตยกรรมภายใน หรือ Interior architecture
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    • เกี่ยวกับการออกแบบรายละเอียดภายในอาคาร ในห้องต่างๆ
    • การจัดการพื้นที่ใช้สอยในห้อง ว่างควรวาง Furniture แบบไหนอยู่ตรงไหน หันไปทางไหน
    • เลือกสีและวัสดุภายในห้องทั้งพื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ออกแบบหน้าตา
    • รายละเอียดการใช้งาน Furniture Build-in
    • เลือก Furniture ลอยตัว สุขภัณฑ์ มือจับอุปกรณ์ ประตูหน้าต่าง ไปจนถึงของใช้ ของประดับ ผ้าปูที่นอน หมอน ม่าน ไฟแสงสว่างทุกจุด เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ต้องผ่านการคิดและเลือกอย่างพิถีพิถันทั้งหมด

    เหมาะกับคนที่ใส่ใจรายละเอียดมากๆ ชอบเลือกชอบดูของแต่งบ้าน การทำงานจะใกล้ชิดกับเจ้าของโครงการมากกว่าสาขาวิชาอื่นๆ การทำงานและการเรียนจะใกล้เคียงกับคณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากรมากๆ ในขณะที่สถาบันอื่นจะจัดเป็นภาควิชาออกแบบภายใน อยู่ในคณะสถาปัตย์ หากอยากเรียน Interior ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าที่ไหน ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ศิลปากร, พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง, พระจอมเกล้าฯธนบุรี(บางมด), พระจอมเกล้าฯพระนครเหนือ และยังมีสถาบันอื่นๆอีก

     

    1. ภูมิสถาปัตย์ หรือ Landscape architectureคณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร


    เกี่ยวกับการออกแบบภูมิทัศน์รอบนอกอาคาร ไปจนถึงการวางผังบริเวณ ผังแม่บท Masterplan ของโครงการขนาดใหญ่ งานมีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่เล็กที่สุดคือสวนของงานบ้าน ไปจนถึงสวนสาธารณะ ผังโครงการจัดสรร Resort สนามกอล์ฟ และอื่นๆ โดยโครงการที่มีพื้นที่ภายนอกขนาดใหญ่ ภูมิสถาปนิกจะมีบทบาทสูง

    • การออกแบบพื้นที่ภายนอกจะแบ่งเป็นส่วน Softscape คือต้นไม้ ดิน น้ำ
    • ส่วน Hardscape คือถนน ทางเดิน ลาน ซุ้มประตู อาคาร ทุกอย่างที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง ฉะนั้นการทำงานภูมิสถาปัตย์จึงต้องรู้เรื่องชนิดต้นไม้ที่เหมาะสมในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
    • รู้เรื่องธรรมชาติและประเภทต่างๆของดิน การไหลของน้ำ การระบายน้ำ เรื่องการจัดการสัญจรของรถของคนที่เหมาะสม
    • ต้องออกแบบโดยคำนึงถึงผลกระทบของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พืชและสัตว์พื้นถิ่นในแต่ละพื้นที่ที่มีต่อโครงการ
    • ผลกระทบในทางกลับกันของโครงการที่มีต่อพื้นที่นั้นๆ นอกจากนั้นผลงานที่ออกแบบจะต้องรอเวลาให้ภูมิทัศน์เกิดความลงตัวตามธรรมชาติโดยใช้เวลาเป็นปีๆจึงจะสามารถเห็นภาพสมบูรณ์ของงานที่ได้ออกแบบไว้
    • ต่างจากงานออกแบบสาขาอื่นๆที่เห็นงานที่สมบูรณ์ได้ทันทีที่สร้างเสร็จ ภาควิชาภูมิสถาปัตย์ เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, เกษตร, พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง, ธรรมศาสตร์, แม่โจ้

     

    1. สถาปัตยกรรมไทย


      เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย ทั้งแบบไทยประเพณี ไทยพื้นถิ่น และไทยประยุกต์ เหมาะสำหรับคนที่รักความเป็นไทยจริงๆเท่านั้น การสอบเข้ามักจะสอบแยกรับตรง มีการสอบศิลปะไทยประเพณี และรับสมัครจำนวนน้อย การเรียนจะเรียนควบคู่กันทั้งการเรียนกับภาคสถาปัตยกรรมหลัก และวิชาเฉพาะของสถาปัตยกรรมไทย เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ศิลปากร เท่านั้น

     

    1. สถาปัตย์-ผังเมือง หรือ Urban planning

      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      เกี่ยวกับการออกแบบ scale ใหญ่ระดับเมือง การออกแบบชุมชน และพื้นที่สาธารณะ พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งต้องใช้ความรู้หลายๆศาสตร์ เช่น สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ต้องทำวิจัย เก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์ และมหาสารคาม เท่านั้น

     

    สาขาที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสถาปัตย์


    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

     

    เรียกรวมๆว่า ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม หรือ Industrail design เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยต่างๆ 

    • จุฬาฯ
    • พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง
    • พระจอมเกล้าฯธนบุรี(บางมด)
    • พระจอมเกล้าฯพระนครเหนือ ซึ่งต่างกันที่พระจอมเกล้าฯ จะแยกสาขากันตั้งแต่แรก แต่จุฬาจะรับสมัครรวมกันก่อนแล้วให้เลือกเป็นเอกแยกทีหลัง

    แบ่งเป็นสาขาได้เป็นสาขาต่างๆที่เกี่ยวกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น

    • ออกแบบนิเทศศิลป์
    • ออกแบบผลิตภัณฑ์
    • ออกแบบเซรามิก
    • ออกแบบสิ่งทอ
    • ออกแบบเครื่องประดับ

    จะเห็นว่าแยกสาขาคล้ายๆคณะมัณฑนศิลป์ ของศิลปากร ซึ่งจริงๆแล้วก็เรียนอย่างเดียวกัน จบมาทำงานเหมือน หรือบางสาขาอาจจะไม่เหมือนแต่ก็คล้ายคลึงกัน สำหรับน้องๆที่เรียนสายวิทย์มาแล้วอยากเรียนต่อสายออกแบบหากเลือกสมัครเรียน ID จุฬาฯ น่าจะเหมาะ

    ส่วนน้องๆที่เรียนสายศิลป์อาจจะเลือกสมัครสายออกแบบที่ศิลปากรหรือพระจอมเกล้าฯ ซึ่งพระจอมเกล้าฯแต่ละที่จะเปิดรับสาขาต่างๆกันไป โดยพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง มีสาขาถ่ายภาพ และภาพยนต์ อยู่ในคณะสถาปัตย์ด้วย แม้สาขาเหล่านี้จริงๆแล้วจะไม่ค่อยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม แต่ที่สถาบันต่างๆให้อยู่ในคณะสถาปัตย์ก็เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นวิชาประเภทศิลปะและการออกแบบเหมือนกัน และจำนวนนักศึกษาไม่ได้เยอะมากพอที่จะแยกออกมาตั้งเป็นคณะของตัวเอง หากน้องๆสายวิทย์ที่สนใจเรียนสายออกแบบเหล่านี้ ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอน และเงื่อนไขการสอบเข้าให้ดี เนื่องจากแต่ละสาขาแต่ละที่มีรายละเอียดที่แตกต่างหลากหลายมาก

    >>สามารถอ่านบทความ สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อน เข้าสถาปัตย์ เพิ่มเติมได้ที่นี่<<

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

     

  • สถาปัตย์ เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตย์ เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตย์ เป็นคณะในฝันของน้องๆหลายๆคน แต่น้องๆหลายคนก็กังวลว่าตนเองเหมาะกับคณะนี้หรือไม่ ถ้าจะเข้าคณะนี้จะต้องเป็นคนแบบไหน แล้วถ้าเรียนจบแล้วสามารถทำงานอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ว่าจบมาต้องทำเฉพาะสถาปัตย์สายออกแบบเท่านั้น แต่จะสามารถทำงานอะไรได้บ้าง น้องๆต้องไปอ่านในบทความ ไขข้อสงสัยเรื่องของสถาปัตย์ไปกับเรา VA ในบทความกันนะ!!!!

    ใครเหมาะกับการเรียน “สถาปัตยกรรม”

    มีคำกล่าวว่าคนที่จะเรียน”สถาปัตย์”ต้องเก่งทั้งวิทย์และศิลป์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ใกล้เคียงความจริง เนื่องจากต้องใช้เหตุผลและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการคำนวณ เพื่อออกแบบอาคารให้ได้มาตรฐานความแข็งแรงปลอดภัย ใช้งานพื้นฐานได้ดี และประหยัดค่าก่อสร้าง ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ศิลปะในการสร้างความหมาย และคุณค่าทางใจให้ปรากฏขึ้นต่อใจผู้ที่เห็น หรือใช้สอยอาคาร ซึ่งส่วนนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรม และเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคนที่เรียน สถาปัตย์ จะต้องมีความสามารถหลายๆด้าน

    • แต่การที่เก่าทั้งวิทย์และศิลป์ก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่าท้กษะทางอารมณ์ หรือ SOFT SKILL เป็นส่วนที่สำคัญ
    • ความสามารถในการจัดการ การวางแผน การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมเป็นงานใหญ่ จึงต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนจำนวนมาก ทั้งสถาปนิกในทีมเดียวกัน ลูกค้า วิศวกรโครงสร้างและระบบอาคาร ผู้รับเหมา ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้เชี่ยวชาญระบบพิเศษอาคาร
    • สถาปนิกมีหน้าที่เป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางประสานทุกฝ่าย และทำทุกวิถีทางเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ตั้งแต่เริ่มออกแบบ ไปจนถึงสร้างอาคารเสร็จ
    • ต้องใช้ทักษะการพูด ในการประสานงาน ต่อรอง เกลี้ยกล่อม เอาอกเอาใจ เข้าหาคน
    • มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในระดับที่มากกว่าคนปกติ ต้องสามารถอดทนรับแรงกดดันทางอารมณ์จากคนอื่นๆ และความกดดันจากเวลาการทำงานที่จำกัดมาก แถมผลงานต้องออกมาดีที่สุดเท่าที่ชีวิตสถาปนิกน้อยๆจะสามารถทำได้
    • สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ได้ประสบพบเจอโดยตรงตอนเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเรียนจบไปทำงานจริงแล้วไม่ทีทางเลี่ยงได้ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนที่เรียนจบสถาปัตย์จำนวนมากไม่สามารถทำงานเป็นสถาปนิกได้นาน ประมาณกันคร่าวๆว่าผ่านไป 5 ปี จะเหลือคนที่ยังทำงานสายออกแบบเต็มตัวประมาณครึ่งเดียว

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    • นอกจากจิตใจที่ต้องแข็งแกร่งแล้ว ร่างกายก็ต้องทรหดเช่นกัน การพักผ่อนหลับนอนไม่เคยใกล้เคียงคำว่าเพียงพอ ช่วงงานพีคๆมักจะถึงขั้นทำงานโต้รุ่งเพื่อให้ทันส่งตามเวลาที่นัดลูกค้าไว้ การเลื่อนส่งงานนั้นแสดงถึงความไม่ Professional ซึ่งจะมีผลให้สูญเสียความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า อาจจะไม่จ้างเราในงานต่อไปและไม่แนะนำเราให้คนรู้จัก
    • ความมีรสนิยม พิถีพิถันในแต่งตัว การเลือกใช้ของ มี LIFE STYLE ที่ดี เลือกที่เที่ยวเลือกกิน เลือกเสพศิลปะและงานออกแบบ ดูหนังฟังเพลิง มีผลกับการทำงานอย่างมาก เพราะสถาปนิกต้องการแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการคิดงานออกแบบ ฉะนั้น การที่จะให้คนที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสของดีๆ ไม่ได้อยู่ท่ามกลางสิ่งสวยๆงามๆ แล้วจะให้มาสร้างสรรค์สิ่งที่มีความพิเศษเหนือธรรมดา ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
    • นอกจากนี้ เนื่องจากงานออกแบบแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมากเป็นหลักล้านถึงเป็นร้อยล้าน ลูกค้าย่อมต้องการความมั่นใจว่าจะได้งานออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยม จึงไม่แปลกที่จะพิถีพิถันในการเลือกจ้างสถาปนิก ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมเป็นด่านแรกที่ลูกค้าจะพิจารณา เพราะหากสถาปนิกไม่รู้ว่ารสนิยมที่ดีคืออะไร ชีวิตไม่ละเมียดละไม ย่อมไม่มีทางเข้าใจความต้องการของลูกค้าที่ต้องการงาน Design ที่ดีแน่นอน

    หลังจากออกแบบเสร็จเริ่มเข้างานช่วงก่อสร้างต้องออกไปตรวจหน้างานก่อสร้าง ต้องคลุกฝุ่นปูนซีเมนต์ ลุยดินลุยโคลน ปีนป่ายนั่งร้าน ขื่อคานบนอาคารสูงหลายชั้น ซึ่งหลายครั้งก็ไม่มีการป้องกันที่ปลอดภัย ท่ามกลางแสงแดดและสายฝน ซึ่งผิดกับภาพสถาปนิกตามสื่อบันเทิงหรือในจินตนาการของหลายๆคน ที่ไม่ใช่การแต่งตัวเท่ๆนั่งคิดงานตามร้านกาแฟสวยๆแต่เพียงอย่างเดียว งานสถาปนิกจึงไม่เหมาะกับคนที่อยากมีชีวิตง่ายๆสบายๆ คนสันโดษที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบการพบปะผู้คนอาจจะต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเช้ามาเรียน Zaha Hadid สถาปนิกหญิงผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ว่า “If You Want an Easy Life, Don’t Be an Architect”

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สรุปความสามารถที่จำเป็นในการเรียน และ การทำงานสถาปัตยกรรม

    1. ต้องมีความอดทน (ต่อทุกสิ่ง) (นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวไว้ว่าเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุด)
    2. มีมาตรฐานในการทำงานสูง เป็นคนละเอียดกว่ามนุษย์ทั่วไป เข้าขั้นจุกจิก
    3. มีรสนิยมที่ดีในการใช้ชีวิต
    4. มี Soft skill ทำงานเป็นทีมได้ดี มีความมั่นใจในตัวเอง มีความเป็นผู้นำในระดับหนึ่ง
    5. มีความเข้าใจ มิติสัมพันธ์ สามารถเข้าใจ และจินตการถึง รูปร่าง รูปทรง ที่ว่าง แสง เงา ที่ซับซ้อนขึ้นในใจได้เห็นภาพชัดเจน
    6. มีสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ทักษะรองที่จะช่วยเสริมการเรียนการทำงานสถาปัตยกรรม

    1. ความสามารถในการ Sketch ภาพที่ชัดเจน รวดเร็ว เข้าใจง่าย
    2. ความสามารถในการพูด หว่านล้อม เกลี้ยกล่อม เจรจา ต่อรอง
    3. มีวินัยในการทำงาน และการใช้ชีวิต
    4. Work-Life balance ให้ดี เนื่องจากสถาปนิกมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักจนชีวิตส่วนตัวและสุขภาพกาย สุขภาพจิตมีปัญหาได้ง่าย
    5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การที่มีคนรักคนชอบเยอะ จะช่วยให้ทำงานได้ง่าย มีอุปสรรคน้อย
    6. มีความสามารถในการสื่อสาร อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

     

    เรียนจบสถาปัตย์ทำงานอะไรได้บ้าง

    1. สายหลักก็คือสายออกแบบ
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      เป็นสถาปนิกทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม แต่อย่าได้คิดว่าเรียนจบมาแล้วจะได้ทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม มีผลงานเจ๋งๆได้เลย ทันทีที่ท่านรับปริญญา ก้าวเท้าออกจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่สำนักงานออกแบบแล้วเริ่มเข้าประจำตำแหน่งทำงานออกแบบ ท่านจะได้รู้ว่าที่เรียนผ่านมา 5 ปีแทบไม่ช่วยให้ทำงานออกแบบจริงๆได้เลย ที่เรียนมาตลอด 5 ปีนั้นเป็นเป็นเพียงความรู้พื้นฐาน เบื้องต้นมากๆ ประมาณ 1 ใน 50 ส่วนขอความรู้ที่ใช้ทำงานจริง

    ท่านจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะเป็นสถาปนิกที่แท้จริง โดยต้องทำงานเป็นผู้ช่วยพี่ๆ สถาปนิกรุ่นโตในสำนักงานออกแบบอีกประมาณ 3-5 ปี จึงจะมีความรู้เพียงพอที่จะสามารถทำงานออกแบบได้เอง หลังจากนั้นจึงจะเลือกวิถีทางของตัวเองต่อไปว่าจะเน้นทำงานในแนวทางไหน จะอยู่กับสำนักงานขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือเลือกที่จะเปิดสำนักงานของตัวเอง

     

    1. สายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      หลายคนเมื่อเรียนจบแล้วได้ทำงานไปซักพักอาจจะพบความสนใจพิเศษของตัวเอง อาจจะเลือกเรียนต่อ ปริญญาโท ปริญญาเอก ในสาขาเฉพาะซึ่งมีให้เลือกหลายหลาย เช่นสาขาอนุรักษ์, เทคโนโลยีอาคาร, การประหยัดพลังงาน, การออกแบบแสง, การออกแบบเสียง, อสังหาริมทรัพย์, วัสดุศาสตร์ และอื่นๆ

     

    1. สายอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นทางเลือกย่อยจากข้อ 2 สำหรับคนที่เรียนต่อแล้วสนใจเบนเข็มมาทางสายวิชาการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อ

     

    1. สายค้าขายหลายคนทำงานออกแบบไปซักพักแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่ได้ผิดอะไร ยังมีงานสายการขาย เป็นเซลล์ หรือ designner ในบริษัทขายวัสดุ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือเทคโนโลยีอาคาร ตัวงานไม่ได้ด้อยกว่าการเป็นสถาปนิกจริงๆเลย แถมยังมีข้อได้เปรียบคือรายได้ดีกว่า เนื่อจากมีรายได้หลักเป็นค่า commission และเป็นงานที่สร้างโอกาสทางธุรกิจมากกว่าอีกด้วย

     

    1. สายอสังหาฯ หรือ Real estate
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      คือการเข้าเป็นสถาปนิกร่วมทีมในบริษัทอสังหาฯ ซึ่งอาจจะต้องมีประสบการณ์การออกแบบงานโครงการ หรือเรียนต่อปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์ ท่านจะได้ทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่แต่ละที่ว่ามีศักยภาพแค่ไหน ควรสร้างโครงการอะไร เกรดไหน ราคาขายเท่าไหร่ ต้อง design ประมาณไหนจึงจะตอบโจทย์ลูกค้า สายนี้ก็รายได้ดีกว่าสายออกแบบ

     

    1. สายจัดการงานก่อสร้าง หรือสาย CM (Construction Management)

      ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ลำพังผู้ออกแบบกับผู้รับเหมาไม่สามารถทำงานก่อสร้างอาคารให้ออกมาดีได้ จำเป็นต้องมีผู้จัดการการก่อสร้างหน้างานเพื่อควบคุมงานก่อสร้างให้เนไปตามที่ควรจะเป็น และได้คุณภาพดี เสร็จทันเวลา ซึ่งเป็นงานที่มีรูปแบบเฉพาะ จัดเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง คนที่จะทำงานนี้ได้ต้องเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรที่มีประสบการณ์การออกแบบและการตรวจหน้างานมามากพอ แล้วก็เช่นเดียวกัน งานสายนี้รายได้ดีกว่าสายออกแบบ

     

    1. สายออกแบบข้ามสายไม่ใช่เรื่องแปลกที่สถาปนิกเมื่อทำงานไปวักพักจะมีบางคนที่เริ่มทำงานข้ามสาย เช่น นักออกแบบภายในทำงานสถาปัตย์ สถาปนิกข้ามไปทำงานภูมิสถาปัตย์ สถาปนิกไปเป็น Graphic designer หรือ fashion designer ก็มีให้เห็นได้บ่อยๆ เนื่องจากการออกแบบทุสาขามีพื้นฐานและจุมุ่งหมายเดียวกันคือการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าเหนือสิ่งธรรมดาสามัญ แล้วจึงแสดงออกมาเป็นสิ่งต่างๆในรูปแบบต่างๆกัน แยกออกเป็นสาขาต่างๆ

     

    1. สายธุรกิจเนื่องจากสถาปนิกเป็นการรวมองค์ความรู้ที่หลากหลายมาใช้สร้างงาน และต้องมี sense ในการแก้ปัญหา การจัดการ และยังมีความสามารถในการเป็นผู้นำทีม จึงไม่แปลกหากจะมีสถาปนิกบางคนใช้สิ่งที่เรียนรู้ฝึกหัดเหล่านี้มาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายในการสร้างงานที่ดี ตอบสนองคุณค่าทางใจ มาเป็นการตอบสนองทางธุรกิจ จุดนี้ต้องระวังมากๆ เพราะมีสถาปนิกหลายรายที่ทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวเพราะไม่สามารถออกจากความเคยชิน ที่จะต้องทำงานให้ดีที่สุด สถาปนิกที่จะเบนเข็มมาทางธุรกิจ ต้องระวังจุดนี้ให้ดี

     

    1. สายศิลปะงานออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับการรับรู้และประสบการณ์ของคนในแง่มุมต่างๆ นี่เป็นส่วนที่งานออกแบบเหมือนกับงานศิลปะ เพียงแต่งานออกแบบมักจะตอบสนองโจทย์ของลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของงานตัวจริง หรือไม่ก็เน้นการแก้ปัญหาบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าสิ่งเดิมๆที่เคยมีมา ในขณะที่งานศิลปะมักเกิดจากประเด็นที่ตัวผู้สร้างงานต้องการสื่อออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีสถาปนิกบางคนทำงานไปเรื่อยๆแล้วเกิดมีประเด็นบางอย่างในใจที่ตัวเองอินกับมันมากๆจนอยากจะทำงานที่สื่อถึงมันออกมาโดยไม่มีคนจ้างให้ทำ แล้วค่อยๆเบนไปสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว และจริงๆก็มีน้องๆหลายคนที่ชอบวาดรูป ชอบทำงานศิลปะ แต่เลือกเรียนสถาปัตย์ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพ หรืออิทธิพลจากคนในครอบครัว แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็หนีตัวตนของตัวเองไม่พ้น ก็ย้อนกลับมาทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง

     

    1. สายบันเทิง ดารา นักแสดง นักดนตรี พิธีกร ผู้จัดรายการเช่นเดียวกับสายศิลปะที่เน้นการสร้างสรรค์และการสื่อสาร ในคณะสถาปัตย์มักจะมีกิจกรรมเฉพาะคือละคอนถาปัด  ซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่และจริงจังกันมาก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี น้องๆหลายคนก็มุ่งฝึกทางนี้อย่างจริงจังจนสามารถเอาดีทางนี้ได้ โดยเฉพาะคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นต้นตำรับสถาปัตย์สายบันเทิง มีรุ่นพี่ในวงการมากมาย โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ๆ เป็นสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่ยังนำน้องรุ่นใหม่ๆเข้าสู่วงการอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน

    สรุปคนเรียนสถาปัตย์ทำงานอะไรได้บ้าง?

    คนเรียนสถาปัตย์จริงๆแล้วสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง โดยมีข้อได้เปรียบคนที่เรียนจบสายอื่นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากถูกฝึกมาให้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความคิดเป็นระบบชัดเจน มีความอดทนในการทำงานหนัก รับแรงกดดันได้มาก มีทักษะในการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม มีทักษะการจัดการ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ช่างสังเกตุ เรียกได้ว่าครบเครื่อง โดยมีจุดอ่อนที่ยึดติดการทำงานให้ดีที่สุด ซึ่งการทำงานอื่นๆที่ไม่ใช่การออกแบบ อาจต้องปล่อยวางและ balance ระหว่างเรื่องคุณภาพงานกับเรื่องอื่นๆ ฉะนั้นหากใครที่ได้เข้าไปเรียนแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเรา หรืออาจจะทำงานออกแบบได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ก็ขอว่า อย่าเพิ่งใจเสีย อย่าจมกับความรู้สึกไม่ดี หรือเครียดมากเกินไป ลองพยายามเรียนรู้เรื่องต่างๆแล้วหาทางประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนมาในด้านอื่นๆ มีคนที่เรียนจบสถาปนิกจำนวนมากที่ไม่ได้ทำงานออกแบบแล้วก็ยังสามารถประสบความสำเร็จ ขอให้เปิดใจให้กว้างๆ และสนุกกับการใช้ชีวิต จะทำให้เราเห็นโอกาสดีๆที่เข้ามา

     

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    นักเรียนที่สนใจว่าการเตรียมตัวที่จะ “ติว สถาปัตย์” เพื่อเข้าคณะสถาปัตยกรรมนั้น นอกจากที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วว่าต้องมีการสอบ “Pat 4″  และ นอกเหนือจากนั้นละว่ามีการสอบอะไรบ้างทั้ง รับตรง สอบตรง และ แอดมิดชั่น ซึ่งการเตรียมตัวที่จะเข้ามหาลัยวิทยาลัย “คณะสถาปัตยกรรม” นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดแต่อาจจะต้องมีการเตรียมความที่ดี บวกกับ การวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ไปดูรายละเอียดที่จำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อ “ติว สถาปัตย์” ได้เลย

    การเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม

    ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการสอบเข้าคณะสถาปัตย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ สถาปัตยกรรมหลัก, ออกแบบภายใน, ภูมิสถาปัตย์, สถาปัตยกรรมไทย และออกแบบผังเมืองเท่านั้น เนื่องจากสาขาหลักเหล่านี้มีเงื่อนไขการรับเข้าเรียนในแต่ละสถาบันไม่ต่างกันมากนัก ในส่วนคะแนนของวิชาสามัญและวิชาการอื่นๆ อาจจะต้องเช็ครายละเอียดของแต่ละสถาบันดูเป็นรายปี เนื่องจากแต่ละสถาบันก็มีเงื่อนไขต่างกันไป รายละเอียดต่างๆก็เปลี่ยนไปแทบทุกปี แต่ในส่วนวิชาเฉพาะแต่ละสถาบันนั้นคล้ายคลึงกัน วิชาเฉพาะที่ใช้สมัครเข้าเรียนจะอยู่ในรูปแบบที่ต่างกัน 3 รูปแบบคือ

    1. สอบวิชา PAT 4 เพื่อใช้ยื่นคะแนน
    2. การสอบตรงวิชาเฉพาะความถนัดทางสถาปัตยกรรม แยกสอบแต่ละสถาบัน
    3. Portfolio เพื่อยื่นสมัครเข้าคัดเลือก

     

    เค้าสอบอะไรกัน

    เนื่องจากการทำงานสถาปัตย์ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่หลากหลายรวมกัน สิ่งเหล่านี้จึงปรากฏให้เห็นในการสอบ ซึ่งประกอบด้วยหมวดต่างๆที่มากมายหลากหลายข้อ ต่างจากคณะออกแบบอื่นๆ ที่หลักๆจะเป็นข้อสอบวาดเส้น 1 งาน และวิชาออกแบบตามสาขาของตัวเองอีก 1 งาน ข้อสอบ PAT 4 กับข้อสอบสอบตรงจะมีความคล้ายคลึงกัน แบ่งเป็นหมวดๆได้ดังนี้

    1. ข้อสอบปรนัย หรือแบบเลือก choice กขคง (วัดความรู้)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      แบ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไป เช่น สถาปนิกหรืองานสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่ควรรู้จัก หลักความรู้ “เรื่องลม , เรื่องแดด ,  ความร้อน ,  เสียง” การจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สัมพันธ์กัน กฎหมายอาคาร หลักการประหยัดพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย หลักการรับแรง (ฟิสิกส์) และที่ออกเยอะใน PAT 4 ถึง 30% ของ choice ทั้งหมดคือเรื่องมิติสัมพันธ์ การหาความเชื่อมโยงระหว่างภาพเรขาคณิต ลักษณะคล้ายๆข้อสอบวัด IQ โดยโจทย์ให้รูปมา 4-9 รูปโดยเว้นไว้รูปหนึ่ง ถามว่ารูปที่เว้นไว้คือรูปไหน ในส่วนนี้ต้องหาข้อสอบฝึกทำ และหากมีคนที่สามารถแนะนำวิธีการมองให้ออกได้ จะสามารถเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก ส่วนความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไปสามารถหาอ่านได้จากหนังสือติวสถาปัตย์ที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีอยู่หลายเล่ม แต่ก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเนื้อหาไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่ละเล่มแต่ละสำนักบางเรื่องก็ขัดแย้งกัน ทางที่ดีควรเทียบเคียงกันหลายเล่ม และหาที่ติวที่สามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องได้จะดีกว่า

     

    1. ข้อสอบ Isometric (วัดความเข้าใจมิติสัมพันธ์ 2D-3D และแสงเงา)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric

      มีทั้งข้อสอบแบบเป็น choice ให้เลือกรูปที่ถูก และแบบที่ให้เราวาดขึ้นมาซึ่งเป็นข้อใหญ่ คะแนนเยอะ ปกติแล้วโจทย์จะให้รูป 2มิติ ด้านต่างๆประมาณ 2-3 ด้านให้เราวาดเป็นรูปทรง 3 มิติในรูปแบบที่มองเฉียงๆ จากบนลงล่างที่เรียกว่า Isometric ข้อสอบช่วงหลังๆจะให้เราวาดเงาที่เกิดขึ้นจากแสงที่ส่องผ่านวัตถุตัวนี้ด้วย การหาพื้นที่ที่เป็นเงานี้มีหลักการที่ถูกต้องซึ่งมีความยากพอสมควรทีเดียว ตัววัตถุที่โจทย์ให้มักจะมีรูปทรงซับซ้อนพอสมควร น้องๆจำเป็นต้องฝึกทำโจทย์ Isometric ที่ระดับความยากเดียวกับข้อสอบ จำนวนมากพอที่จะทำให้เห็นภาพและวาดออกมาได้อย่างรวดเร็ว

     

    1. ข้อสอบ Graphic design (ออกแบบ 2 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic designโจทย์เป็นงาน design สัญลักษณ์ logo หรือ symbol ซึ่งอาจจะเป็นเงาขาวดำ หรือสีก็ได้ มักจะมีจำนวน 4-6 ข้อย่อย ใช้หลักการเหมือนการออกแบบนิเทศ์ศิลป์ แต่ไม่ซับซ้อนมากนัก เน้นความชัดเจนในการสื่อสาร เส้นสายรูปร่างสอดคล้องกันมีจังหวะที่สวยงาม การทำข้อสอบแบบนี้ต้องระวัง เพราะมักจะใช้เวลาในการคิดเยอะ แต่คะแนนรวมแล้วค่อนข้างน้อย ช่วงหลังๆมานี้จะมีโจทย์อีกรูปแบบหนึ่งเพิ่มเข้ามา โดยจะให้หน้ากระดาษตีตารางเป็นช่องรูปร่างต่างๆมา แล้วให้เราลงน้ำหนักขาวเทาดำเป็นรูปต่างๆตามที่โจทย์กำหนด การตรวจก็เน้นที่ความชัดเจนในการสื่อว่าเป็นรูปตามที่โจทย์ต้องการหรือไม่เป็นหลัก หากงานมีความสวยงาม มีการสร้างสรรค์ในการใช้น้ำหนักตามช่อง ให้ได้จังหวะที่น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นชัดเจนก็มีโอกาสที่จะได้คะแนนสูง

     

    1. ข้อสอบ Sketch design (ออกแบบ 3 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch designโจทย์เป็นงาน design สิ่งใช้สอย ตั้งแต่ขนาดเล็กประเภท product design จำพวกของใช้ furniture เช่น นาฬิกาปลุก เก้าอี้ จนถึงงาน design ขนาดกลาง ประเภทยานพาหนะ อาคารชั่วคราวขนาดเล็กๆ เช่นซุ้มขายของ ไปจนถึงอาคารขนาดเล็ก ประเภทบ้านพักตากอากาศ โดยโจทย์จะมีปัญหาให้แก้ หรือมีความต้องการเฉพาะบางอย่าง ผลงานที่ได้ออกมาควรมีความพิเศษแตกต่างจากของสามัญธรรมดา แก้ปัญหาได้อย่างฉลาดตรงจุดที่โจทย์ต้องการ ยกตัวอย่างโจทย์ เช่น จงออกแบบรถตุ๊กๆที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นที่พักสำหรับคนขับได้, จงออกแบบเก้าอี้ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเตียงนอน โดยให้รูปแบบมีที่มาจากสัตว์ทะเล, จงออกแบบบ้านพักในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง บนลานที่ด้านหนึ่งใกล้หน้าผา อีกด้านหนึ่งใกล้ลำธาร โดยให้ออกแบบเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ สามารถพักได้ 8 คน 

     

    1. ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective

      โจทย์จะระบุเหตุการณ์ เวลา สถานที่ บุคคลต่างๆ โดยให้รายละเอียดจำนวนมาก อาจจะระบุถึงว่าเราคือใคร กำลังทำอะไรอยู่ตรงไหนในเหตุการณ์นั้น หรือ อาจจะไม่ระบุก็ได้
      การให้คะแนนงานจะเน้นที่หลายจุด ได้แก่ความครบถ้วนถูกต้องตามโจทย์ ความถูกต้องของ “perspective” “สัดส่วนของคน” “วัตถุ” และ “สิ่งต่างๆในภาพ” รายละเอียด ประกอบกับ บรรยากาศให้ความรู้สึกสมจริงหรือไม่ ,  ความสวยงามของเส้นสายการวาด ,  การสร้างสรรค์มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ โดดเด่นจากคนอื่นมีผลต่อคะแนนโดยตรง นอกจากนี้ต้องมีความรู้ทางศิลปะวัฒนธรรม และ มีจินตนาการ เพราะโจทย์อาจจะให้วาดเหตุการณ์ และ สถานที่ที่แปลกไปจากชีวิตประจำวัน เช่น เหตุการณ์อาจจะเกิดในปราสาทยุโรปยุคกลาง หรือเกิดในสถานีอวกาศขนาดยักษ์ในปี คศ.2100 ไม่ว่าโจทย์จะให้อะไรมาก็ต้องวาดได้หมด

     

    เตรียมตัวยังไงดี

    หลักๆเลยคือต้องมีเวลาและความทุ่มเทให้การเรียนรู้และฝึกฝน น้องๆบางคนที่มีข้อจำกัดมาก ประมาณว่ามีงานที่โรงเรียนมาก ต้องทำงานส่งอันนั้นอันนี้ ต้องทำเกรดที่โรงเรียน ต้องไปเที่ยวกับที่บ้านนั่นนี่ ยังไงก็ไม่จัดการเวลาชีวิตตัวเอง ยังไงก็มีเวลาให้เท่านี้แหละ และคนที่ประมาณว่าแค่มาเรียนให้จบๆ โดยคิดว่าแค่ได้เรียนแล้วก็น่าสอบติดได้ โดยตัวเองไม่พยายามเรียนรู้ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยตนเองเลย คนจำพวกนี้ถ้าไม่เก่งผิดมนุษย์บวกกับดวงดีโชคช่วยจริงๆ อย่าหวังเลยว่าจะสอบได้ สมัยนี้ยังมีน้องๆหรือผู้ปกครองบางคนที่ยังคิดว่าถ้าเรียนวิชาการไม่เก่ง ก็ให้เรียนสายศิลปะและออกแบบแทนเพราะคิดว่าเรียนง่ายกว่า ขอบอกเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างแรง อย่ากระนั้นเลย มาดูกันดีกว่าว่าควรจะทำยังไงให้สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ได้

    1. หาเวลาให้เพียงพอ การฝึกและเรียนรู้ความถนัดสถาปัตย์ ยังไงก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง มีน้องๆหลายคนมาสมัครเรียนก่อนสอบ 4 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง สมมติว่า 6 เดือน มีเวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. เท่ากับ 6เดือน x 4สัปดาห์ x 3ชม. = 72 ชม. ลองกลับไปอ่านดูนะครับว่า การสอบเข้าจะต้องฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มันเยอะมากนะครับ มันแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเวลาแค่ 72 ชม. เวลาที่เหมาะสมแบบคร่าวๆคือประมาณ 1ปี ถึง 1ปีครึ่งก่อนสอบหรือก่อนส่ง portfolio โดยใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. และใช้เวลาฝึกตามที่เรียนมาในแต่ละสัปดาห์ อย่างน้อยทุกวัน วันละ 1 ชม. รวมแล้วควรจะใช้เวลาเรียนและฝึก 12เดือน x 4สัปดาห์ x 3+6ชม.= 432 ชม. หากใช้เวลาได้ตามนี้ จะมีโอกาสสอบติดและเรียนจบได้สูงมาก สำหรับบางคนที่มาเรียนตอนใกล้สอบแล้วยังสามารถสอบติดได้ ปรากฎว่าหลายคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องซิ่วออกตั้งแต่ปีแรกจำนวนมาก ฉะนั้นคำแนะนำสำหรับคนที่คิดจะเข้าคณะสถาปัตย์คือ เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 1 ปีก่อนสอบที่จะต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น และมีเวลาให้ชีวิตส่วนตัวน้อยลง อาจจะต้องลดความสำคัญในการเรียนวิชาสามัญลง โดยช่วงนี้จะเป็นเวลาที่ต้องอุทิศตัวให้การเรียนและการฝึก เพื่อเปลี่ยนนิสัยบางอย่างจากคนธรรมดาให้เป็นนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะของ นักออกแบบ
    2. มีวินัยในการฝึกฝน เมื่อหาเวลาเริ่มเรียนได้แล้วคือการหาเวลาฝึกที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากสายออกแบบทั้งหมดจะเป็นงานปฎิบัติแบบเข้มข้นทั้งสิ้น การเรียนในเวลาเรียน ครั้งละ 3 ชม. สอนได้เพียงความรู้ความเข้าใจแนวความคิด และวิธีวาดวิธีออกแบบเท่านั้น การรู้ในหัวสมองอย่างเดียวไม่สามารถทำให้น้องๆวาดหรือออกแบบได้จริงๆ ต้องประกอบกับการฝึกฝน ทำซ้ำๆ แล้วนำผลงานจากการฝึกมา comment จากผู้สอน เพื่อแก้ไขจุดที่ยังไม่ดี พัฒนางานให้ได้งานที่ดีขึ้น
    3. ฝึกนิสัยเป็นคนละเอียด ใส่ใจทุกอย่าง เนื่องจากการสอบให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามโจทย์มากๆ แม้ว่าผลงานจะดีงามแค่ไหน หากผิดไปจากสิ่งที่โจทย์กำหนดแม้เพียงเล็กน้อยจะมีผลให้โดนหักคะแนนทันที ยิ่งผิดหลายจุด หรือผิดในจุดที่สำคัญมากๆอาจจะทำให้ข้อนั้นๆถูกหักคะแนนมากจนแทบจะไม่ได้คะแนนเลย
    4. ช่างสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นนิสัยที่สำคัญสำหรับนักออกแบบที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปอย่างชัดเจน การสังเกตุสิ่งรอบตัวจะทำให้จดจำรายละเอียดต่างๆไว้ใช้ในการออกแบบ และการทำงานได้ เช่น ข้อสอบอาจจะให้วาด perspective ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นริมถนน หากเราไม่เคยสังเกตุของจริงในชีวิตประจำวันเลย ย่อมไม่มีทางที่จะวาดออกมาได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
    5. ดูงานเยอะๆ ทั้งดูงานออกแบบ ดูหนังดีๆ ไปเที่ยวสถานที่ดีๆต่างๆ ไปดูเทศกาลศิลปะ เทศกาลงานออกแบบต่างๆ หาความรู้ ศึกษาศิลปะวัฒนธรรม เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลมาใช้ในงานตัวเอง การออกแบบที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งนึกคิดออกมาจากความว่างเปล่า แต่เป็นผลรวมที่เกิดจากการผสมผสานสิ่งที่เห็นมา และประสบการณ์ต่างๆจำนวนมาก เพื่อให้งานออกแบบน่าสนใจ มีความลึกซึ้ง มีที่มาที่ไป คนที่มีข้อมูลในหัวน้อยจะเสียเปรียบมาก ควรฝึกให้มีความสนใจ และเสพงานออกแบบมากๆจนเป็นนิสัย ยิ่งในยุคนี้เราสามารถหาดูงานออกแบบได้ง่ายๆจาก internet เช่น pinterest , instragram และเวปงาน design อื่นๆ
    6. มีมาตรฐานสูง เนื่องจากงานสถาปัตย์วัดกันที่คุณภาพของงานเป็นสำคัญ การทำงานและฝึกฝนควรมุ่งไปที่ผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกชิ้น และพัฒนาให้ดีขึ้นในชิ้นต่อไปเรื่อยๆ น้องๆต้องฝึกประเมินงานของตัวเองว่ามีจุดด้อยตรงไหน ยังปรับอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้บ้าง จะสามารถพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่าการรอ comment จากพี่ๆเพียงอย่างเดียว สำหรับบางคนที่มีมาตรฐานการทำงานสูงและรู้จักสังเกตุเรียนรู้จากงานนักออกแบบที่เก่งๆด้วยตนเอง ก็จะสามารถฝึกตัวเองจากการทำงานโดยไม่ต้องติวเลยก็เป็นไปได้

    มองโลกตามที่เป็นจริง และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับชีวิตและการทำงาน น้องๆหลายคนมีปัญหาเรื่องมุมมองที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว เช่นบางคนทำงานได้ไม่ดี คิดงานไม่ออก ก็เสียกำลังใจ ยิ่งเปรียบเทียบงานตัวเองกับงานเพื่อนแล้วสู้ไม่ได้ ยิ่งเสียความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เรียนไม่ได้ ไม่อยากสู้ต่อ ความรู้สึกเศร้าซึม รู้สึกด้อยย่อมมีผลต่อการฝึกฝนเรียนรู้ ในความเป็นจริงเราด้อยกว่าเพื่อนเมื่อเทียบกันที่ผลงานก็เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ความจริงอีกด้านคือ เรายังมีเวลามีโอกาสจะแก้ไขพัฒนาตัวเอง เมื่อมองแบบนี้ก็จะเห็นความเป็นไปได้ที่จะเก่งขึ้นจนเท่าเทียมกับเพื่อนหรืออาจจะเก่งกว่าได้ในอนาคต การมองแบบนี้ย่อมให้ความรู้สึกฮึกเหิม อยากต่อสู้ อยากฝึกให้เก่งขึ้น หากมองลงไปในรายละเอียดก็จะยิ่งเห็นจุดที่เราด้อยกว่าเป็นข้อๆ ทำให้เราสามารถแก้ไขพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด โดยปกติแล้วอารมณ์หดหู่ท้อแท้ เศร้าซึมต้องมีบ้างจากการทำงานไม่ได้ตามที่หวัง ไม่จำเป็นต้องไปปฎิเสธหรือกำจัดมันออกไป ควรจะรับรู้มันตามที่เป็นจริง แต่ระวังไม่ให้จมลงไปในอารมณ์นั้น พยายาม focus ไปที่สิ่งที่ควรจะทำเพื่อพาตัวเองให้พ้นไปจากจุดที่แย่ๆ

     

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง