Author: admin.viridian

  • คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    น้องๆหลาายคนที่อยากจะเข้าคณะสถาปัตย์ คงจะมีหลายๆคนที่ตั้งคำถามที่ หลายคนที่มีข้อสงสัยกันว่า คณะสถาปัตยกรรม คืออะไร , สถาปัตเรียนเกี่ยวกับอะไร , ถ้าเรียนแล้วยากหรือไม่ หรือ ต้องวาดรูปเก่งไหมถ้าจะเรียน อีกทั้งยังคำถามอื่นๆอีกมากมาย น้องๆต้องทำความเข้าใจก่อนว่า งานสถาปัตยกรรมนั้น แตกต่างอย่างไร ที่พักอาศัย และ อาคารต่างๆต่างกันหรือไม่ ? หากน้องๆอยากไขข้อสงสัยกันแล้วอย่ารอช้า เข้าไปอ่านในบทความกันเลย!!!!

     

    งานสถาปัตยกรรมต่างจากอาคารธรรมดาทั่วไปอย่างไร

    อาคารธรรมดาทั่วไปเน้นการใช้สอยที่ดี ให้ความสะดวกสบาย เน้นความประหยัดและคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ เน้นความประหยัดและง่ายในการก่อสร้าง เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกิดมาตรฐานการใช้งานและการก่อสร้างของอาคารชนิดต่างๆ การที่จะสร้างอาคารธรรมดาจึงไม่จำเป็นต้องใช้สถาปนิกออกแบบ แค่ใช้วิศวกรออกแบบตามเงื่อนไขที่จำเป็น และใช้ผู้รับเหมาทำการก่อสร้างก็จะได้อาคารสำหรับใช้งานทั่วไป

    • ยกตัวอย่างเช่น อาคารโรงงาน
    • โกดัง
    • อพาร์ทเมนท์
    • ตึกแถวธรรมดา
    • โรงเรียนประชาบาล
    • อาคารอื่นๆที่เห็นกันทั่วๆไป

    อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่สามารถขาดสิ่งที่มีคุณค่าทางใจ สิ่งที่มีความหมาย ให้ความรู้สึกพิเศษ มนุษย์ยังคงต้องการอะไรที่มากไปกว่าสิ่งสามัญธรรมดาซึ่งเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การพยายามค้นหาความหมายและสร้างคุณค่าทางใจนี้เองคือการออกแบบ มนุษย์จึงได้ออกแบบสิ่งต่างๆ รวมไปถึงอาคารและสิ่งปลูกสร้างซึ่งสถาปนิกคือผู้ออกแบบ ให้อาคารเหล่านี้มีคุณค่าและความหมายมากกว่าเป็นอาคารที่แค่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน อาคารที่มีคุณค่าดังกล่าวนี่เองเรียกว่าสถาปัตยกรรม

     

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    บ้านธรรมดา
    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    บ้านที่สถาปนิกออกแบบ
    บ้านที่สถาปัตย์ออกแบบ
    ตึกธรรมดา
    ตึกที่สถาปนิกออกแบบ
    สถาปัตยกรรมหลัก+สถาปัตยกรรมภายใน+ภูมิสถาปัตย์

     

    สาขา/ภาควิชาใน คณะสถาปัตยกรรม

    แต่ละสถาบันมักจะมีสาขาย่อย ซึ่งแยกกันรับตั้งแต่แรก หมายความว่าต้องแยกกันยื่นสมัคร บางสาขาต้องแยกสอบโดยใช้ข้อสอบต่างกัน ซึ่งแต่ละสถาบันก็มีการแบ่งสาขาต่างๆกันอีก ฉะนั้นควรหาข้อมูลให้ดีก่อนว่าอยากเรียนสาขาไหน สถาบันไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง

    สาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสถาปัตย์

    1. สถาปัตย์-สถาปัตย์ หรือ สถาปัตยกรรมหลัก
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      เกี่ยวข้องกับการออกแบบตัวอาคารหลัก วางผัง Plan การใช้งาน ต่างๆ ว่าควรเข้ามาเจออะไรก่อนแล้วต่อด้วยส่วนไหน ขนาดห้องที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ควรเปิดมุมมองด้านไหนถึงจะดี รับลมด้านไหน กันแดดยังไง ออกแบบถึงรูปร่างหน้าตาอาคาร วัสดุที่ใช้ภายนอก เน้นการคิดถึงการรับรู้พื้นที่ว่าง Space ที่สอดประสานเป็นภาพรวม มองเห็นลำดับการรับรู้ของผู้เข้าใช้อาคารเป็น Shot ตั้งแต่มองเห็นระยะไกลๆ จนเข้ามาระยะใกล้ จนถึงประตูทางเข้า และเมื่อเข้ามาในอาคารแล้ว ควรมีการรับรู้เป็นลำดับยังไง ต้องประมวลสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกมาเป็นรูปแบบตัวอาคารทั้งหลัง สถาปัตย์-สถาปัตย์ หรือ สถาปัตยกรรมหลัก เป็นภาควิชาหลักที่เปิดสอนทุกสถาบันที่มีคณะสถาปัตย์

     

    1. สถาปัตย์-ภายใน หรือ สถาปัตยกรรมภายใน หรือ Interior architecture
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
    • เกี่ยวกับการออกแบบรายละเอียดภายในอาคาร ในห้องต่างๆ
    • การจัดการพื้นที่ใช้สอยในห้อง ว่างควรวาง Furniture แบบไหนอยู่ตรงไหน หันไปทางไหน
    • เลือกสีและวัสดุภายในห้องทั้งพื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ออกแบบหน้าตา
    • รายละเอียดการใช้งาน Furniture Build-in
    • เลือก Furniture ลอยตัว สุขภัณฑ์ มือจับอุปกรณ์ ประตูหน้าต่าง ไปจนถึงของใช้ ของประดับ ผ้าปูที่นอน หมอน ม่าน ไฟแสงสว่างทุกจุด เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ต้องผ่านการคิดและเลือกอย่างพิถีพิถันทั้งหมด

    เหมาะกับคนที่ใส่ใจรายละเอียดมากๆ ชอบเลือกชอบดูของแต่งบ้าน การทำงานจะใกล้ชิดกับเจ้าของโครงการมากกว่าสาขาวิชาอื่นๆ การทำงานและการเรียนจะใกล้เคียงกับคณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากรมากๆ ในขณะที่สถาบันอื่นจะจัดเป็นภาควิชาออกแบบภายใน อยู่ในคณะสถาปัตย์ หากอยากเรียน Interior ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าที่ไหน ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ศิลปากร, พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง, พระจอมเกล้าฯธนบุรี(บางมด), พระจอมเกล้าฯพระนครเหนือ และยังมีสถาบันอื่นๆอีก

     

    1. ภูมิสถาปัตย์ หรือ Landscape architectureคณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร


    เกี่ยวกับการออกแบบภูมิทัศน์รอบนอกอาคาร ไปจนถึงการวางผังบริเวณ ผังแม่บท Masterplan ของโครงการขนาดใหญ่ งานมีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่เล็กที่สุดคือสวนของงานบ้าน ไปจนถึงสวนสาธารณะ ผังโครงการจัดสรร Resort สนามกอล์ฟ และอื่นๆ โดยโครงการที่มีพื้นที่ภายนอกขนาดใหญ่ ภูมิสถาปนิกจะมีบทบาทสูง

    • การออกแบบพื้นที่ภายนอกจะแบ่งเป็นส่วน Softscape คือต้นไม้ ดิน น้ำ
    • ส่วน Hardscape คือถนน ทางเดิน ลาน ซุ้มประตู อาคาร ทุกอย่างที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง ฉะนั้นการทำงานภูมิสถาปัตย์จึงต้องรู้เรื่องชนิดต้นไม้ที่เหมาะสมในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
    • รู้เรื่องธรรมชาติและประเภทต่างๆของดิน การไหลของน้ำ การระบายน้ำ เรื่องการจัดการสัญจรของรถของคนที่เหมาะสม
    • ต้องออกแบบโดยคำนึงถึงผลกระทบของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พืชและสัตว์พื้นถิ่นในแต่ละพื้นที่ที่มีต่อโครงการ
    • ผลกระทบในทางกลับกันของโครงการที่มีต่อพื้นที่นั้นๆ นอกจากนั้นผลงานที่ออกแบบจะต้องรอเวลาให้ภูมิทัศน์เกิดความลงตัวตามธรรมชาติโดยใช้เวลาเป็นปีๆจึงจะสามารถเห็นภาพสมบูรณ์ของงานที่ได้ออกแบบไว้
    • ต่างจากงานออกแบบสาขาอื่นๆที่เห็นงานที่สมบูรณ์ได้ทันทีที่สร้างเสร็จ ภาควิชาภูมิสถาปัตย์ เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, เกษตร, พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง, ธรรมศาสตร์, แม่โจ้

     

    1. สถาปัตยกรรมไทย


      เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย ทั้งแบบไทยประเพณี ไทยพื้นถิ่น และไทยประยุกต์ เหมาะสำหรับคนที่รักความเป็นไทยจริงๆเท่านั้น การสอบเข้ามักจะสอบแยกรับตรง มีการสอบศิลปะไทยประเพณี และรับสมัครจำนวนน้อย การเรียนจะเรียนควบคู่กันทั้งการเรียนกับภาคสถาปัตยกรรมหลัก และวิชาเฉพาะของสถาปัตยกรรมไทย เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ศิลปากร เท่านั้น

     

    1. สถาปัตย์-ผังเมือง หรือ Urban planning

      คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร
      เกี่ยวกับการออกแบบ scale ใหญ่ระดับเมือง การออกแบบชุมชน และพื้นที่สาธารณะ พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งต้องใช้ความรู้หลายๆศาสตร์ เช่น สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ต้องทำวิจัย เก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัย จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์ และมหาสารคาม เท่านั้น

     

    สาขาที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสถาปัตย์


    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

    คณะสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับอะไร

     

    เรียกรวมๆว่า ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม หรือ Industrail design เปิดสอนในคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยต่างๆ 

    • จุฬาฯ
    • พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง
    • พระจอมเกล้าฯธนบุรี(บางมด)
    • พระจอมเกล้าฯพระนครเหนือ ซึ่งต่างกันที่พระจอมเกล้าฯ จะแยกสาขากันตั้งแต่แรก แต่จุฬาจะรับสมัครรวมกันก่อนแล้วให้เลือกเป็นเอกแยกทีหลัง

    แบ่งเป็นสาขาได้เป็นสาขาต่างๆที่เกี่ยวกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น

    • ออกแบบนิเทศศิลป์
    • ออกแบบผลิตภัณฑ์
    • ออกแบบเซรามิก
    • ออกแบบสิ่งทอ
    • ออกแบบเครื่องประดับ

    จะเห็นว่าแยกสาขาคล้ายๆคณะมัณฑนศิลป์ ของศิลปากร ซึ่งจริงๆแล้วก็เรียนอย่างเดียวกัน จบมาทำงานเหมือน หรือบางสาขาอาจจะไม่เหมือนแต่ก็คล้ายคลึงกัน สำหรับน้องๆที่เรียนสายวิทย์มาแล้วอยากเรียนต่อสายออกแบบหากเลือกสมัครเรียน ID จุฬาฯ น่าจะเหมาะ

    ส่วนน้องๆที่เรียนสายศิลป์อาจจะเลือกสมัครสายออกแบบที่ศิลปากรหรือพระจอมเกล้าฯ ซึ่งพระจอมเกล้าฯแต่ละที่จะเปิดรับสาขาต่างๆกันไป โดยพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง มีสาขาถ่ายภาพ และภาพยนต์ อยู่ในคณะสถาปัตย์ด้วย แม้สาขาเหล่านี้จริงๆแล้วจะไม่ค่อยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม แต่ที่สถาบันต่างๆให้อยู่ในคณะสถาปัตย์ก็เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นวิชาประเภทศิลปะและการออกแบบเหมือนกัน และจำนวนนักศึกษาไม่ได้เยอะมากพอที่จะแยกออกมาตั้งเป็นคณะของตัวเอง หากน้องๆสายวิทย์ที่สนใจเรียนสายออกแบบเหล่านี้ ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอน และเงื่อนไขการสอบเข้าให้ดี เนื่องจากแต่ละสาขาแต่ละที่มีรายละเอียดที่แตกต่างหลากหลายมาก

    >>สามารถอ่านบทความ สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อน เข้าสถาปัตย์ เพิ่มเติมได้ที่นี่<<

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

     

  • ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

    ศิลปกรรม คืออะไร

    เป็นคำใช้แสดงความหมายของการทำงานสร้างสรรค์ใด ๆ ก็ตามโดยที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง งาน”ศิลปกรรม“นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งประวัติศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่พวกเราใช้เรียนรู้อดีตของมนุษย์ อารยธรรมทางประวัติศาสตร์ของโลก ถูกจดบันทึกในรูปแบบของตัวอักษร และถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมในรูปแบบของ งานศิลปกรรม

    อย่างไรก็ตามตัวบ่งชี้ที่สำคัญคือ ภาพ (Image) ซึ่งการที่เราจะรับรู้คำว่า ภาพ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “มอง” ซึ่งการมองก็เกิดจากอวัยวะที่เรียกว่า ตา (Eyes) เมื่อใช้ตามอง รูปธรรมต่าง ๆ ในชีวิตก็จะปรากฏขึ้น เมื่อรูปธรรมปรากฏ สมองจะเก็บเกี่ยวกลายเป็น ความทรงจำ (Memories) ความทรงจำถูกขยาย และประกอบสร้างขึ้นใหม่ภายในตัวมันเอง กลายเป็นจินตนาการ(Imagination) ซึ่งพอเราลองมองย้อนดู รูปลักษณะต่าง ๆ บนโลกนั้น แม้ธรรมชาติจะสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาโดยตัวมันเอง
    แต่มนุษย์ก็ได้ใช้ธรรมชาติในสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

    งานศิลปกรรม นั้น มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียภาพและความงาม หรือบางอย่างนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้สอย เมื่อพูดถึงสุนทรียภาพและความงาม อยากให้หลาย ๆ คนลองถามตัวเองว่า ตั้งแต่เราเกิดมานั้น
    เราปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ การดำรงชีวิตโดยพื้นฐานนั้น เมื่อเราเกิดมาสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือพฤติกรรม โดยสัญชาตญาณพื้นฐานที่มีมาแต่กำเนิด เช่น การกิน การนอน การสืบพันธุ์ (เรียกตามภาษาชาวบ้าน คือ กิน, ขี้, ปี้, นอน) แต่ในโลกยุคปัจจุบัน แค่เราตื่นมาจากที่นอน อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หรือเราหยิบเสื้อขึ้นมาใส่ หลาย ๆ คนคงไม่ปฏิเสธความงามของเสื้อผ้า ถึงแม้กฎเกณฑ์ของสังคมจะบอกว่า เสื้อผ้านั้นมีบริบทเป็นแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่เราปฏิเสธความสวยงามของเครื่องนุ่งห่มได้หรือไม่ เช่นเดียวกันกับอาคารบ้านเรือน หรือยานพาหนะต่าง ๆ ถ้าเราแค่ต้องการที่จะใช้สอยอย่างเดียวโดยไม่พึ่งความงามสิ่งเหล่านั้นจะน่านำมาใช้หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนสิ่งของบางอย่างอาจไม่ได้จำเป็น แต่หลาย ๆ อย่างถ้าขาดความงามไปก็อาจจะไม่มีความหมายที่จะนำมาใช้งานเลยก็ได้ ฉะนั้นแล้วการรับรู้ทางด้านสุนทรียภาพและความงามนั้นก็อาจจะเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าการใช้สัญชาตญาณดิบ ซึ่งไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่ใช้แค่สัญชาตญาณดำรงชีพ

    โดยถ้าจะแบ่งประเภทของงานศิลปกรรมอาจจะแบ่งประเภทของงานศิลปกรรมอาจจะจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
    วิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์ แต่ในบทความนี้จะเป็นบทความที่ว่าด้วยเรื่องของ “วิจิตรศิลป์” เป็นหลัก

     

    งานศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

     

    วิจิตรศิลป์ (Fine art)

    หากจะกล่าวว่าสุนทรียภาพและความงามนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้นแล้วความคิดในการสร้างสรรค์ของมนุษย์จะไม่มีวันจบลง ตราบเท่าที่เรายังสามารถที่จะรับรู้ถึงความงามได้อยู่ ซึ่งความงามในที่นี้ บางทีเรารับรู้ได้ในรูปแบบของ รูปธรรม คือสิ่งที่รับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ปาก และร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็น รูป รส กลิ่น เสียง และกายสัมผัส แต่การรู้เชิงรูปธรรมนั้นก็สามารถสร้างสัญชาตญาณที่นำพาเราเข้าไปสู่การรับรู้ในเชิงของ “นามธรรม” ซึ่งเกิดจากกระบวนการคิดที่ไม่ได้ก่อเกิดจากวัตถุในเชิงรูปธรรมนั้นจริงและไม่มีรูปร่าง นามธรรมเกิดมาจากความคิด และพาอารมณ์ เข้าสัมผัส ปรุงแต่งด้วยจิตก่อเกิดความรู้สึกเข้าร่วม จนสามารถสร้างความหมายที่อ้างอิงตัวมันเอง โดยใช้ความรู้สึกทางใจเป็นตัวเข้าถึงความหมายของมัน ซึ่งคำว่าวิจิตรศิลป์นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นตัวแปรในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรม จากสภาวะนามธรรม มาสู่สภาวะรูปธรรม

    วิจิตรศิลป์ ถ้าจะให้แสดงความหมายจริง ๆ ก็คือ ผลงาน งานศิลปกรรมต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองสุนทรียภาพทั้งในด้านของความงาม การแสดงคุณค่า และความหมายต่อตัวผลงานเป็นที่ตั้ง ซึ่งจะคล้ายกับคำว่า ศิลปะบริสุทธิ์ (Pure art) ซึ่งแสดงคุณค่าของตัวผลงานมากกว่าที่จะนำไปใช้สอยและตอบสนองมนุษย์ในประโยชน์ด้านอื่น ๆ ซึ่งผลงานวิจิตรศิลป์ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยการมองเรียกว่า ทัศนศิลป์ (Visual art)

    แต่ในยุคปัจจุบัน นอกจากการให้คุณค่าในเชิงของความงามแล้ว ตัวความหมายของคำว่าวิจิตรศิลป์เอง ก็ได้ขยายขอบเขตของตัวมันจนเกินกรอบของความงาม ไปจนเหลือเพียงแค่แนวคิดของผู้สร้าง หรือศิลปิน จนกลายเป็น ศิลปะแนวความคิด(Conceptual art) ที่บางครั้งตัวผลงานอาจจะไม่ได้แสดงความงาม แต่แสดงความหมายเชิงนัยยะ และความคิดของตัวศิลปินเองมากกว่า

    ซึ่งในโลกปัจจุบันตัวผลงานวิจิตรศิลป์เองก็ปฏิเสธทั้งความงาม และความคิดออกจากกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อมนุษย์ได้สร้างสรรค์ตัวผลงานขึ้นมา คุณค่าและบทบาทของมันจะแสดงออกด้วยตัวของมันเอง ทั้งในด้านของความงาม และในด้านของความคิด

    งานศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

    ทัศนศิลป์(Visual art)

    ทัศนศิลป์ คือ ผลงานศิลปกรรมที่สามารถรับรู้ได้ด้วยการมองเห็น โดยรูปธรรมที่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งตัวผลงานนั้น ๆ อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหรือศิลปินได้ถ่ายทอดการมองเห็น ความคิด หรือจินตนาการต่าง ๆ โดยการมองเห็น สสาร วัตถุ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงมนุษย์ และสัตว์ จะด้วยการหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนไหว หรือจินตนาการและการปรุงแต่ง หรือไม่ปรุงแต่งก็ตาม ก่อให้เกิดปัจจัยสมมติต่อจิตใจ และอารมณ์ของมนุษย์

    การที่จะสร้างสรรค์ผลงานนั้นมีขั้นตอนและกระบวนการในการถ่ายทอดที่มีลักษณะเฉพาะ และเป็นการแปลความหมายของรูปธรรมในชีวิต มาสู่จินตนาการและสร้างสรรค์เป็นผลงาน         ศิลปกรรม ซึ่งแตกต่างกันไปแต่ละมุมมอง ของแต่ละบุคคล

    อิทธิพลของผลงานไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด การมองเห็นทำให้เกิด ภาพ ซึ่งภาพนั้นจะยังคงอยู่ในสายตา ก่อนจะเข้าสู่ความทรงจำและสร้างสรรค์ออกมากกลายเป็น รูปภาพ หรือถ้าอยากจะให้เข้าถึงสัมผัสทางกาย และมิติก็อาจจะกลายเป็น รูปปั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแสดงความงาม หรือจินตนาการเป็น สสารหรือสรรพสิ่งใด ๆ ก็แล้วแต่ผู้สร้าง หรือศิลปิน เช่น ทิวทัศน์ สัตว์ รูปภาพคน หรือนอกเหนือกว่านั้นสุดแล้วแต่มนุษย์จะจินตนาการ

    ซึ่งแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

    1. วาดเส้น (Drawing)

      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Drawing

      เป็นพื้นฐานของงานทัศนศิลป์ต่าง ๆ ใช้วิธีที่สะดวก และรวดเร็ว โดยการสร้างภาพสองมิติ จากวัตถุที่สามารถทำให้เกิดร่องลอย เช่น กิ่งไม้ ถ่าน หิน หรือนิ้วมือสร้างเป็นรูปภาพขึ้นมา แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ ดินสอ ปากกา ดินสอสี หมึก ชอล์ก ซึ่งมักจะเขียนลงบน กระดาษ กำแพง แผ่นไม้ หรือบนอะไรก็ได้

      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Drawing

    2. จิตรกรรม (Painting)

      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Painting

      คือ งานศิลปกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระนาบของ 2 มิติ หรือมีความหมายอีกอย่างว่า การระบายชั้นของสีลงบนพื้นระนาบรองรับ ซึ่งมักจะต้องมีสื่อตัวกลางระหว่างวัสดุกับอุปกรณ์ที่ใช้เขียน เช่น พู่กัน สีน้ำ สีน้ำมัน
      สีอะคริลิค สีโปสเตอร์ ส่วนวัสดุที่ใช้รองรับ เช่น ผ้าใบ ฝาผนัง แผ่นไม้ หรือวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถรองรับสีต่าง ๆ ได้

      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Painting

    3. ประติมากรรม (Sculpture)

       

      เป็นงานศิลปกรรมถูกสร้างขึ้นด้วยการปั้น แกะสลัก หล่อ และการจัดองค์ประกอบลงบนสื่อต่าง ๆ เช่น ไม้ หิน โลหะ สัมฤทธิ์ เพื่อให้เกิดรูปทรง 3 มิติ มีความลึกหรือนูนหนา งานประติมากรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามมิติของความลึก ได้แก่

    3.1. ประติมากรรมนูนต่ำ (Bas relief) เป็นประติมากรรมที่นูนหนาขึ้นมาจากพื้นหรือมีพื้นหลังรองรับ มองเห็นได้ชัดเจนเพียงด้านเดียว คือด้านหน้า มีความสูงจากพื้นไม่มากจากตัววัสดุรองรับจริง ได้แก่ รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช้ประดับตกแต่งภาชนะ
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Bas relief
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Bas relief

    3.2. ประติมากรรมนูนสูง (High relief) ประติมากรรมที่มีความสูงขึ้นมาจากพื้นหลัง ตัวของประติมากรรมจะยื่นออกมาจากพื้นหลังค่อนข้างสูง และอาจมองได้ทั้งด้านหน้า และด้านข้าง เช่น ประติมากรรมที่ตกแต่งฐานอนุสาวรีย์ ตกแต่งสะพาน และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เป็นต้น

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - High relief
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - High relief

    3.3.ประติมากรรมลอยตัว (Round relief) เป็นงานศิลปกรรมที่เป็นมองได้เห็นรูปร่างลอยตัวมองได้รอบด้าน ไม่มีพื้นหลัง เช่น รูปประติมากรรมที่เป็นอนุสาวรีย์ประติมากรรมรูปเหมือน และพระพุทธรูปลอยตัวสมัยต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงประติมากรรมสำหรับประดับตกแต่ง เป็นต้น

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Round relief
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Round relief

    1. ภาพพิมพ์ (Printmaking)

      เป็นงานศิลปกรรมที่ใช้แม่พิมพ์เป็นตัวต้นแบบของผลงาน ส่วนตัวแม่พิมพ์นั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามวัสดุ เช่น

    4.1.แม่พิมพ์นูน (RELIEF PROCESS) เป็นการพิมพ์โดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้าที่ทำให้นูน ขึ้นมาของแม่พิมพ์ ภาพที่ได้เกิดจากสีที่ติดอยู่ในส่วนบนนั้น เช่น ภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) ก็จะเป็นการแกะ หรือฉลุเนื้อไม้ เพื่อให้เกิดร่องในเนื้อไม้ แล้วจึงนำหมึกหรือสีมาอัดเข้ากับแม่พิมพ์ แล้วใช้วิธีการกดทับลงบนกระดาษเพื่อให้เกิดลวดลายตามแบบของแม่พิมพ์

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - RELIEF PROCESS
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - RELIEF PROCESS

    4.2. แม่พิมพ์ร่องลึก (INTAGLIO PROCESS) เป็นการพิมพ์โดยให้สีอยู่ในร่องที่ทำให้ลึกลง ไปของแม่พิมพ์โดยใช้แผ่นโลหะทำเป็นแม่พิมพ์ และทำให้ลึกลงไปโดยใช้น้ำกรดกัด ซึ่งเรียกว่า Etching ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้แผ่นทองแดงเป็นแม่พิมพ์ โดยสามารถพิมพ์งานที่มีความ ละเอียด คมชัดสูง สมัยก่อนใช้ในการพิมพ์หนังสือ พระคัมภีร์ แผนที่ เอกสารต่าง ๆ แสตมป์ ธนบัตร

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - INTAGLIO PROCESS
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - INTAGLIO PROCESS

    4.3 แม่พิมพ์พื้นราบ (PLANER PROCESS) เป็นการพิมพ์โดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้า ที่ราบเรียบของแม่พิมพ์ โดยไม่ต้องขุดหรือแกะพื้นผิวลงไป แต่ใช้สารเคมีเข้าช่วย ภาพพิมพ์ชนิดนี้ได้แก่ ภาพพิมพ์หิน (Lithographs) เป็นการวาดเส้นลงบนแผ่นหิน นอกจากแผ่นแม่พิมพ์หินเนื้อดีแล้ว แม่พิมพ์ที่ผลิตเป็นพิเศษจากโลหะก็สามารถนำมาใช้กับเทคนิคนี้ได้ วิธีการของเทคนิคอาศัยหลักความจริงที่ว่าไขมันกับน้ำจะไม่รวมตัวเข้าด้วยกัน ดังนั้น ภาพที่เขียนลงบนแม่พิมพ์ จะเขียนด้วยวัสดุที่มีส่วนผสมของไข จากนั้นจะทำแม่พิมพ์ให้ชื้นด้วยน้ำ แล้วจึงนำหมึกซึ่งมีส่วนผสมของไขกลิ้งลงบนผิวหน้าของแม่พิมพ์ หมึกจะติดกับภาพที่ร่างไว้ด้วยไข แต่จะไม่ติดลงบนผิวแม่พิมพ์ที่เปียกชื้น จากนั้นพิมพ์ภาพโดยผ่านแรงกดจากแท่นพิมพ์

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - PLANER PROCESS
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - PLANER PROCESS

    4.4 แม่พิมพ์ฉลุ (STENCIL PROCESS) เป็นการพิมพ์โดยให้สีผ่านทะลุช่องของแม่พิมพ์ลงไป สู่ผลงานที่อยู่ด้านหลัง เป็นการพิมพ์ชนิดเดียวที่ได้รูปที่มีด้านเดียวกันกับแม่พิมพ์ ไม่กลับซ้าย เป็นขวา ภาพพิมพ์ชนิดนี้ได้แก่ คือ กระบวนการพิมพ์ที่พิมพ์ โดยใช้ไม้ปาดสีรีดเนื้อสีผ่านตะแกรงเนื้อละเอียดลงมาสู่วัสดุที่ต้องการพิมพ์ ซึ่งบริเวณที่ไม่ถูกพิมพ์จะเป็นบริเวณตะแกรง ที่ถูกกันเอาไว้ไม่ให้สีลอดผ่านลงมาสู่วัสดุที่ต้องการพิมพ์

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - STENCIL PROCESS
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - STENCIL PROCESS

    1. ภาพถ่าย (Photography)

    กระบวนการถ่ายภาพเป็นสิ่งเกิดขึ้น และเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ตัวรูปถ่ายเองก็เป็นงานศิลปกรรมที่จัดอยู่ในงานทัศนศิลป์ เพราะเป็นการถ่ายทอดมุมต่าง ๆ และแสดงออกมาในแบบของคำว่า รูปภาพ ซึ่งตัวรูปถ่ายนี้เองนอกจากจะบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็อาจเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ผู้ชมได้รับรู้ถึงความหมาย มุมมอง หรือความงาม

    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Photography
    ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Photography

    1. งานสื่อผสม (Mixed Media)

      หมายถึง ผลงานที่ศิลปกรรมที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคนิคและวิธีการทางด้านทัศนศิลป์หลาย ๆ แขนงมาผสมผสานทำให้เกิดผลงานที่อยู่ในชิ้นเดียวกัน เน้นหลักการจัดองค์ประกอบ ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการสร้างผลงานนั้นสามารถใช้วัสดุ หรือวัตถุใด ๆ ก็ได้มาประกอบสร้างให้เกิดความหมาย และความงาม ซึ่งตัวรูปแบบของผลงานนั้นจะเป็นอะไรก็ได้

      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Mixed Media
      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Mixed Media
      ศิลปกรรม คืออะไร และ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง - Mixed Media

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน “ออกแบบแฟชั่น”

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน “ออกแบบแฟชั่น”

    ออกแบบแฟชั่น ที่ไม่ใช่แค่แฟชั่น (fashion design) การเห็นแฟชั่นภายนอกอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัวเป็นเรื่องที่ฉาบฉวย  เสื้อผ้าที่ออกแบบมาแพทเทิลแปลกตาก็ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว หรือ เป็นแค่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว นั้นอาจจะเป็นการตัดสิน “การออกแบบแฟชั่น” ไปโดยที่ไม่ได้มองให้ครบองค์ประกอบเสียก่อน โดยที่วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองต่างๆของ การออกแบบแฟชั่นและสำหรับน้องๆ ที่ต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขานี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไร และทักษะอะไรบ้างที่จำเป็นในการศึกษาต่อ

    รูปเปรียบเทียบแฟชั่นของ 2 ยุค

    ออกแบบแฟชั่น “เพราะแฟชั่นอยู่รอบตัวเรา”

    ออกแบบแฟชั่น คืออะไร จริงๆแฟชั่นอยู่รอบตัวเรา คนที่บอกว่าไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจ อาจจะไม่รู้ว่าความจริงความเป็นแฟชั่นนั้นซ่อนอยู่ในตัวตนของแต่ละบุคคลแล้วแต่ละบุคลิกคนแต่ละคนด้วย แฟชั่นจึงสามารถบอกตัวตนผ่านเครื่องแต่งกาย ที่แต่ละคนจะถ่ายทอดออกมาและเกิดเป็นสไตล์ที่หลากหลาย เกิดเป็นยุคหลายๆยุค และเเต่ละยุคก็มีความน่าสนใจ ในเรื่องราวบริบทรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่แต่ละคนเจอ สิ่งที่โดนปลูกฝังมา รวมกระทั้งการใช้ชีวิต การปรับตัวทำให้เครื่องแต่งกายมีความหลากหลายและเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกต่างๆการหยิบเสื้อผ้าสักชิ้นในแต่ละวันเราทุกคนก็ต้องนึกถึงสถานที่ ที่จะไป หรือ อาจจะเลือกเพราะสีเสื้อผ้าที่เสริมดวงของวัน ก็ทำให้เพิ่มความสนุกในการจะหยิบจับเสื้อผ้ามามิกซ์แอนท์แมทให้เข้ากัน

    ความเป็นแฟชั่นนั้นไม่ใช่เพียงแค่อยู่บนรันเวย์ แต่อยู่ในทุกๆวันของชีวิตประจำวัน ถ้าความฮิตเกิดจากการใช้ชีวิตของคนๆนึงที่เกิดจาการดีไซน์จาก เสื้อผ้า หมวก ของรอบตัวของคนนั้นๆ เพื่อเกิดเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต ก็อาจจะทำให้คนรอบข้าง ที่ใช้ชีวิตคล้ายกันทำตาม เกิดเป็นความนิยมจนอาจจะถูกนำไปจนเกิดเป็นแฟชั่นในที่สุด

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"
    ตัวอย่างภาพการแต่งกาย ยุค 60’s mod look

    การแต่งกายยังสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของแต่และพื้นที่ วิวัฒนการเทคโนโลยีที่พัฒนาผ่านแฟชั่นที่สวมใส่ในคนแต่ละยุค ยังแสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจ และเป็นสิ่งที่บ่งบองฐานะทางสังคม หรือบคุคลิกของแต่ละคนผ่านภาพลักษณ์ภายนอกได้ ถึงทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการแต่งกาย

    การเรียนในสาขาแฟชั่นนั้นเหมาะกับเราหรือไม่

    โดยส่วนใหญ่แล้วน้องที่มีความฝันที่อยากทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชอบการแต่งตัว ชอบในการมองหาแรงบันบาลใจและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มีความหลงไหลในแฟชั่น สาขาการออกแบบแฟชั่นถือเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ที่สุด แต่แค่ความชอบอย่างเดียวคงไม่พอ การที่จะเรียนต่อในสาขานี้จะต้องอาศัยการเตรียมตัว และฝึกฝนทักษะต่างๆที่จำเป็นในสาขานี้ด้วย

    อยากติด ออกแบบแฟชั่น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"
    ตัวอย่างภาพให้เห็นถึงรสนิยมที่ต่างกันของ 2 สไตล์ 

    1. ศึกษาเรื่องของรสนิยม

    รสนิยมนั้นมีความหลากการศึกษาหรือหาตัวตนก่อนเข้ามาเรียนจึงสำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่จะเกิดจากที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกดีไซน์ให้สวยขึ้นกับสิ่งที่โดนจับยัดไม่ได้ดีไซน์ที่เป็นความสวยงามแบบผิดๆ การหาแรงบันดาลใจ (inspiration) เพื่อให้เกิดคลังภาพและสไตล์ที่หลากหลาย จนเจอตัวตนของเราเองได้อย่างชัดเจน

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"
    ตัวอย่างภาพแฟชั่นโชว์

    2. ฝึกการดูงานหรือเข้าใจในตัวงานของศิลปินหรือดีไซน์เนอร์

    ความเข้าใจคอนเซ็ปต์เรื่องสำคัญที่จะก้าวเข้าไปเรียน สาเหตุในการทำงานของนักเรียนส่วนใหญ่ เกิดจากการทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจ และความไม่ชัดเจน นำมาใช้ในการดีไซน์โดยที่เห็นแค่เปลือก ทำให้เป็นจุดบกพร่องในการต่อยอดและสิ่งที่จะสื่อสารออกมาเป็นผลงาน

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"
    ตัวอย่างภาพดีไซน์เนอร์ชื่อดัง

     

    3. ทำความเข้าใจและการศึกษาที่มาของดีไซน์เนอร์ในแต่ละแบรนด์

    แต่ละแบรนด์มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของแนวคิดคอนเซ็ปต์ที่ทำให้ความเป็นแบรนด์ที่มีความเด่นชัดในความเป็นตัวเองสูง จึงทำให้เกิดความรู้สึก รับรู้ถึงคุณค่า ที่ส่งถึงลูกค้าของแต่ละแบรนด์ไม่เหมือนกัน มื่อศึกษาจะเห็นความแตกต่างเข้าใจในคอนเซ็ปต์ หัวใจของแบรนด์แต่ละแบรนด์ เพราะถ้าเราเข้าใจแบรนด์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะกลับมาเห็นตัวเองและทบทวนบางสิ่งบางอย่าง วิเคราะห์ เข้าใจในตัวเองแล้วค่อยมาออกแบบสร้างผลงานในแบบที่เป็นตัวเอง

    ทัศนะคติต่างๆที่เราเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น อาจจะเป็นเพียงสิ่งที่เรามองมันอย่างผิวเผิน ซึ่งทำให้เราพลาดสิ่งที่งดงาม หรือ การพิจารณาต่างๆได้อย่างถ้วนถี่ และ หากสนใจที่จะศึกษา หรือ เตรียมความพร้อมสู่การเข้าเรียน “ออกแบบแฟชั่น”

    (ตัวอย่างภาพผลงานเด็กนักเรียนพื้นฐานวาดรูป)

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"
    ตัวอย่างภาพผลงานเด็กนักเรียนพื้นฐานวาดรูป

    4. ความคิดสร้างสรรค์ และพื้นฐานในการออกแบบและวาดรูป

    นอกจากการมีแนวคิด คอนเซ็ปต์ที่ดีแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการวาดรูปเพื่อสื่อสารคอนเซ็ปต์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน การเตรียมตัว พื้นฐานสำหรับการวาดเส้น  การจัดองค์ประกอบ และการใช้สีต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งการสอบเข้าและการเรียนต่อในสาขานี้ เพื่อให้การวาดภาพของเราสื่อสารคอนเซ็ปต์ได้อย่างถูกต้องที่สุด

    ตัวอย่างภาพผลงานเด็กนักเรียน Portflio

    5. การสร้างสรรค์ผลงาน Portfolio

    การทำ Portfolio เป็นการสื่อสารเรื่องราวของเราให้กรรมการรู้จัก การเล่าเรื่องราวที่ดี คือการแสดงเห็นถึงความสามารถ ศักยาภาพของเรา ที่มีความเหมาะกับสาขาที่ต้องการเข้าศึกษา สำหรับออกแบบแฟชั่นนั้น Portfolio เป็นสิ่งที่จะแสดงให้เห็น ทั้งคอนเซ็ปต์ ความสามารถในการวาดภาพ การออกแบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอความสามารถเหล่านี้ให้ทางคณะกรรมให้เห็นว่าเราสามารถเข้าไปเรียนในสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำ Portfolio ต้องมีการเตรียมตัว และใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นออกมา

    สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าเรียน "ออกแบบแฟชั่น"

    มหาวิทยาลัยที่ไหนบ้างที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยว ออกแบบแฟชั่น

    1. คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขามัณฑนศิลป์ สาขาแฟชั่นดีไซน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    2. คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    3. คณะศิลปะกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    4. คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบเครื่องแต่งกาย มหาวิทยาลัยศิลปากร

    ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างคณะและมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาการออกแบบแฟชั่นเท่านั้น

    การเตรียมตัวเข้าสาขาออกแบบแฟชั่นไม่ยากเกินกว่าความสามารถของน้องๆ ที่มีการเตรียมตัวมาอย่างดี ทั้งการวาดรูป กระบวนการคิด การฝึกฝนด้วยตัวเองนั้นทำได้ แต่บางครั้งอาจต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการแนะนำเพื่อให้เรารู้จุดด้อยของเรา เพื่อให้เราสามารถพัฒนาแก้ไขได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้การฝึกฝนทักษะ หรือการเรียนคอร์สติวออกแบบแฟชั่น ไม่ใช่เพียงการเน้นไปที่การติวเพื่อให้สอบติดเพียงอย่างเดียว การเรียนจะต้องเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถเรียนในสาขาออกแบบแฟชั่นได้มีความสามารถและพัฒนาต่อยอดในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องได้

    จบสาขาออกแบบแฟชั่น เป็นอะไรได้บ้าง

    1. นักออกแบบแฟชั่น (fashion designer) ทำงานภายใต้แบรนด์ต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนที่ชอบแบบไหน มีทั้งทำภายใต้แบรนด์เสื้อผ้า สำหรับเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย หรือแฟชั่นที่เฉพาะทางอย่างเสื้อผ้ากีฬา ฯลฯ หรือออกแบบเครื่องประดับตกแต่ง เช่น หมวก กระเป๋า รองเท้าเข็มขัด
    2. เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า (brand owner) การทำแบรนด์แฟชั่นของตัวเองคือการถ่ายทอดรสนิยมของตัวเองให้กับผู้อื่น ความสุขที่ได้เห็นผู้คนชื่นชอบและสวมใส่แบรนด์ของตัวเอง ทั้งนี้ขึ้นการทำแบรนด์ตัวเองต้องประกอบกับทักษะด้านการบริหาร ทั้งการศึกษาแบรนด์คู่แข่ง การดูความต้องการของตลาด
    3. ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น (fashion stylish) เป็นอาชีพในสาขาแฟชั่นที่อาจจะไม่ได้เห็นผลงานเสื้ือผ้าของตัวเอง แต่เป็นการใช้ความสามารถในการปรับลุค บุคลิกภาพ ทั้งการแต่งกาย การแต่งหน้า รวมถึงการทำผมในเหมาะกับคนในแต่คน ซึ่งในสายอาชีพนี้จะต้องอาศัยความเข้าใจในโจทย์ หรือคอนเซ็ปต์ เพื่อให้สร้างสรรค์สไตล์ที่มีความสวยงามเพื่อถ่ายทอดให้เหมาะสมกับโจทย์ที่สุด
    4. นักออกแบบลายผ้า (Surface Pattern designer) ผ้าคือองค์ประกอบของออกแบบแฟชั่น และเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารเรื่องราวได้ขัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลายผ้า สีสันในการใช้
    5. นักบริหารจัดการในธุรกิจสิ่งทอ เพราะการเรียนด้านนี้ทำให้เราเข้าในหัวใจหลักออกการแบบการแต่งกาย เครื่องประดับ ที่มีแก่นที่แตกต่างกันในแต่ละแบรนด์ จึงทำให้สามารถบริหารและแข่งกันธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่นได้ โดยนักบริหารจัดการในธุรกิจสิ่งทอ มีหน้าที่ในการกำหนดแนวทาง แก่นของแบรนด์ ที่ต้องการสื่อสารผ่านแฟชั่น

    การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการ “ออกแบบแฟชั่น” นอกจากความสวยงามแล้ว คอนเซ็ปต์และคาแร็กเตอร์ถือสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นการแสดงให้เห็นความแตกต่างเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะแบรนด์ (brand identity) เพราะความสวยงามจะทำให้รู้สึกชอบเมื่อพบเห็น แต่คอนเซ็ปต์จะทำให้รู้สึกหลงไหลและรักในตัวผลงานของนักออกแบบแต่ละคน เพราะนอกจากการออกแบบในแบบที่นักออกแบบชอบแล้ว การทำงานในสายงานนี้คือการออกแบบให้ผู้คนชื่นชอบอีกด้วย นอกจากสายอาชีพเกี่ยวกับแฟชั่นแล้ว การเรียนในสาขานี้สามารถต่อยอดได้ในหลากหลายอาชีพทั้ง นักออกแบบผลิตภัณฑ์ นักออกแบบกราฟิก นักออกแบบคาแรคเตอร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดแล้วความสนใจพิเศษในแขนงอื่นของการออกแบบด้วย

    หากน้องๆที่มีความหลงไหล (passion) อยากเข้าศึกษาต่อในสาขาออกแบบแฟชั่น และการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง เรา virian academy of art ขอเป็นกำลังใจให้ความตั้งใจความพยายามของน้องประสบความสำเร็จทั้งการสอบติดในมหาวิทยาลัย และโอกาสหน้าที่การงานในอนาคต หากน้องๆต้องการฝึกฝนทักษะต่างๆเพื่อให้สอบติดอย่างที่ใจหวังสามารถปรึกษาเรา จากรุ่นที่มีประสบการณ์ในการสอบเข้า

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนเข้า นิเทศศิลป์

    สิ่งที่ควรรู้ก่อนเข้า นิเทศศิลป์

    มีน้องๆหลายคน ที่ชื่นชอบศิลปะ ชื่นชอบการออกแบบ อยากจะออกแบบผลงานที่มีความเป็นตัวเอง ชอบในการใส่สไตล์ของตนเองเข้าไปเยอะๆ สร้างความโดดเด่น และ เป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผลงาน สำหรับน้องๆที่อยากจะสอบเข้า นิเทศศิลป์ น้องๆควรที่จะรู้สิ่งที่น้องๆต้องเตรียมตัวให้ดี ก่อนที่น้องๆจะเข้าคณะนิเทศศิลป์ ว่าคนที่จะเข้าจะต้องมีการศึกษา เตรียมตัวอย่างไร ถ้าน้องๆอยากรู้ ไปอ่านในบทความกันเลย!!!

    นิเทศศิลป์ กับการเตรียมตัว!!!

    นิเทศศิลป์ คือ และ วิธีการสอบเข้า

    ถ้าต้องอธิบาย นิเทศศิลป์ แบบกระชับและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ

    • การสื่อสาร โดยสารที่เราจะสื่อสามารถรับรู้มันได้ผ่านการมองเห็น
    • ผู้ที่เรียนนิเทศศิลป์จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ออกแบบภาพต่างๆ ให้ตรงกับสารที่ต้องการจะสื่อมากที่สุด
    • สิ่งที่ควรคำนึงมากและคนที่เรียนสายนี้ส่วนใหญ่มักจะติดกับดักอยู่เรื่องนึงก็คือ รูปแบบการนำเสนอ มาก่อนสารที่ต้องการจะสื่อ
    • ซึ่งบางครั้งทำให้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า แค่ทำภาพให้ออกมาสวย ก็เพียงพอต่อการออกแบบนิเทศศิลป์
    • ซึ่งในที่นี้มองว่าการทำแบบนั้นมันเป็นเพียง คนที่เลือกใช้คำพูดที่น่าฟังแต่พูดไม่รู้เรื่อง
    • การออกแบบนิเทศศิลป์ที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากสารที่ดีก่อนไม่ใช่แค่การทำภาพให้สวย
    • ควรจะคิดถึงผู้รับสารเป็นหลักว่า เค้าเป็นคนยังไง มีบุคคลิกแบบไหน ชอบอะไร มีความสนใจแบบไหน ถึงจะเริ่มเลือกเครื่องมือของเราได้ว่า เครื่องมือแบบไหนที่จะเหมาะกับคนแบบนั้นและเครื่องมือแบบไหนเหมาะกับสารที่เราจะสื่อ ถึงจะเรียกได้ว่า นั้นคือการออกแบบนิเทศศิลป์ที่ดี

    ตัวอย่างเช่น ถ้าโจทย์ได้รับเป็นการออกแบบปกหนังสือการ์ตูน Toy story สิ่งที่ควรจะคิดถึงก่อนคือ ใครเป็นผู้รับสารนั้น จะเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ หรือว่าต้องการให้เด็กดู ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น พอได้กลุ่มที่ต้องการสื่อชัดเจนแล้วหลังจากนั้นจึงค่อยลงมือออกแบบ การออกแบบจะง่ายขึ้นมากหากเรารู้ว่าผู้ที่ต้องการสื่อสารคือใคร สมมุติเราต้องการสื่อสารกับเด็ก ภาพๆนั้นควรเป็นภาพที่เด็กรู้สึกสนใจ ฟ้อนในภาพควรเยอะควรน้อยขนาดไหนและถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องเลือกให้ถูกว่าควรใช้ฟ้อนแบบไหน ซึ่งความจริงแล้วอาจไม่ต้องมีฟ้อนอะไรมากมายเลยก็ได้ แต่ถ้าสมมุติกลุ่มที่เราต้องการจะสื่อสารด้วยนั้นเป็นเหล่าคุณพ่อคุณแม่ ภาพที่ใช้ ฟ้อนภายในภาพก็จะต้องสามารถจูงใจให้พ่อแม่เหล่านั้นรู้สึกว่าอยากพาลูกไปดูให้ได้ และสิ่งที่ควรรู้ไม่น้อยไปกว่ากันเลยคือ รู้ว่าเรานั้นเหมาะกับการเล่าเรื่องแบบไหน เพราะฉนั้นการออกแบบนิเทศจึงไม่ใช่แค่การรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารด้วย หรือรู้จักสารที่เราจะสื่ออย่างดี แต่ต้องรู้จักตัวเองด้วยจะเราถนัดในการนำเสนอแบบไหน

    การเตรียมตัวเข้าศึกษา

    • ในช่วงแรกจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของศิลปะในด้านต่างๆ เช่น การเข้าใจในทัศนธาตุต่างๆว่ารูปทรงแบบไหนให้ความรู้สึกยังไง หลักการในการจัดองค์ประกอบศิลป์ การเข้าใจ mood&tone ของภาพ การใช้ทฤษฎีสี
    • หลังจากนั้นจะเป็นการทำความเข้าใจของเรื่อง massage ที่จะสื่อสารในงานของแต่ละคนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของนักออกแบบนิเทศศิลป์ ที่ทำให้ผลงานนั้นๆมีความแตกต่างและสามารถเล่าเรื่องได้อย่างไม่หลงประเด็น ทำให้ผลงานของผู้เรียนนั้นไม่ใช่เพียงแค่ภาพที่สวยงาม แต่เป็นภาพที่สามารถสื่อสารได้ด้วย หลังจากนั้นจะเริ่มเรียนรู้ถึงหลักการออกแบบพื้นฐานที่มักพบเห็นได้บ่อยในงานนิเทศศิลป์เช่น การออกแบบตัวหนังสือ โลโก้ การจัดวาง การฝึกการวิเคราะงานออกแบบเพื่อใช้ในการพัฒนาผลงานของตัวเอง
    • แล้วสายงานของคนเรียนนิเทศศิลป์มีอะไรบ้าง ที่คนมักจะเข้าใจแบ่งได้หลักๆ 2 สาย คือสายภาพประกอบ กับสายกราฟฟิค ซึ่งความจริงมันได้มีแค่นั้น นิเทศศิลป์นั้นอยู่รอบตัวเราแทบทุกที่ ทุกเวลา เช่น ตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ตำแหน่งตัวหนังสือ ระยะห่างของตัวหนังสือว่าต้องห่างขนาดไหนในระยะเท่าไรถึงจะอ่านง่ายที่สุด หรือบางครั้งเพจใน facebook ที่มีการเล่าเรื่องต่างๆที่ดูตลกดูสนุกแต่แอบสอดแทรกสินค้าต่างๆเอาไว้ เหล่านั้นก็ใช้ความรู้ของทางนิเทศศิลป์ทั้งสิ้น หรือจะเป็นโฆษณาที่มีการกำกับภาพที่สวยงามคนที่มีหน้าที่คุมทิศทางภาพรวมของงานศิลป์ในนั้นก็จำเป็นต้องใช้ความรู้ของนิเทศศิลป์เช่นกัน หรือจะเป็น ป้ายโฆษณา ป้ายBillboard โปสเตอร์ หน้าปกหนังสือ การจัด Lay out ออกแบบตัวอักษร ออกแบบรูปเล่ม ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็น ถ่ายแบบแฟชั่นลงในนิตยสาร ถ่ายภาพโฆษณา ถ่ายวิดีโอ หรือจะเป็น โลโก้ต่างๆ ไม่ว่าจะธุรกิจไหนหรือองค์กรอะไรมักจะต้องมีอัตลักษณ์องค์กรทั้งนั้น แม้แต่ลูกศร ป้ายบอกทาง ป้ายห้องนำ้ (Sign Systems)
    • ทั้งหมดที่กล่าวมาในจำเป็นต้องใช้ความรู้นิเทศศิลป์ทั้งสิ้น จริงๆยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวไป เรียกได้ว่าเป็นเป็นสายงานที่มีความหลากหลายมาก ยิ่งในปัจจุบันเราเริ่มใช้เวลาบนโลก internet มากขึ้น ลองคิดดูนะครับเราใช้ internet เข้า facebook ได้ผ่านการมอง นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณเห็นแทบทุกอย่างในนั้นก็คือนิเทศศิลป์นั่นเอง ฉนั้นการบอกว่านิเทศศิลป์นั้นเรียนจบไปแล้วทำอะไรนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าตัวผู้เรียนนั้นจะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดกับความสนใจของผู้เรียนยังไงมากกว่า

    นิเทศศิลป์ คือ และ วิธีการสอบเข้า

    วิธีสอบเข้า คณะมัณฑณศิลป์ สาขานิเทศศิลป์

    • สำหรับผู้ที่มีความสนใจ ที่จะเข้าเรียนสาขานี้ สิ่งจะต้องมีเป็นอย่างเเรกคือความรักในการวาดรูป เพราะถ้าหากไร้ซึ่งความรักที่จะวาด มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราหมดเป้าหมายที่จะเข้าคณะนี้เเล้ว
    •  สำหรับวิธีการสอบ สิ่งที่เราต้องมีคือความขยันความอดทนต่ออุปสรรคต่างๆที่กำลังจะเข้ามา ต้องฝึกฝนซำ้ๆดูงานต่างๆให้มากๆเเละหลากหลาย ทั้งดรออิ้งก็ดี นิเทศศิลป์ก็ดี เเละสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเหลาดินสอให้พร้อมในการดรออิ้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ อุปกรณ์ต้องมีให้ครบอย่าให้ขาด เพราะการสอบของคณะมัณฑณศิลป์นั้นขึ้นชื่อว่ายากอยู่เเล้ว การเตรียมความพร้อมในการสอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก
    • การเตรียมความพร้อม นั้นคือสิ่งที่ทุกคนต้องมีเเละจะประมาทไม่ได้เป็นอันเด็ดขาด เพราะการที่เราเตรียมความพร้อมที่จะสอบอยู่อย่างสม่ำเสมอเพียงเเค่นี้เราก็มีชัยไปกว่าครึ่งเเล้ว เพราะหลากหลายคนที่คิดว่าตนเองมีฝีมือเเล้วหรือเก่งเเล้วนั้น มักจะปล่อยตัว ทำตัวสบาย เพราะคิดว่าตนเองเเน่เเล้วมั่นใจมากว่าทำได้เเน่ นั้นคือสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ สิ่งที่ควรจะทำคือฝึกอยู่ตลอดเวลาให้เป็นกิจลักษณะตลอด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นผลดีตลอดไปในภายภาคหน้า
    • การติดตามรับฟังข่าวสาร เป็นสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เช่นกัน เพราะการที่เราติดตามข่าวสารของทางคณะอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เราได้รู้ข้อมูลเเละพร้อมในการสอบ 

    เว็ปไซต์ต่างๆที่เกี่ยวกับการเตรียมเข้าศึกษาเเละสมัครสอบ

      สำหรับช่วงเวลาการสอบ โดยส่วนมากเเล้วทางคณะมักจะเปิดด้วยกันอยู่ 2 รอบเป็นหลัก คือ

    • รอบ 1 คือ รอบเเฟ้มสะสมผลงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ รอบPortfolio – ในรอบนี้เราจะต้องมีผลงานการวาดต่างๆที่เราได้ฝึกฝนมาอยู่ตลอด ทั้งดรออิ้งเเละนิเทศศิลป์ เเละเป็นผลงานที่ดูดีเเละสื่อสารได้อย่างเข้าใจ ระยะเวลาการรับสมัครจะอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม
    • รอบ 2 คือ รอบโควตา เป็นรอบที่เปิดขึ้นให้สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในรอบเเรก 

    โดยเกณฑ์มักจะมีด้วยกันอยู่ 6 เกณฑ์  (ระยะเวลาในการสมัครจะอยู่ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์)

    1.  โควตานักเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร
    2. โควตาสายอาชีวศึกษาที่มีการเรียนการสอนทางด้านศิลปะเเละการออกเเบบ
    3. โควตา 28 จังหวัด มหาลัยวิทยาลัยศิลปากร
    4. โควตาผู้มีความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นทั่วไทย
    5. โควตาผู้มีความสามรถด้านศิลปะไทยโบราณ
    6. โควตาบุตรผู้ปกครองที่เป็นเจ้าของสถานประกอบการอุตสาหกรรม หรือธุรกิจเครื่องประดับ

    ทางด้านกิจกรรมที่สำคัญต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกันเพราะเป็นอีกสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าเรามีความตั้งใจขนาดไหนที่เราจะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเเห่งนี้ เมื่อใดที่มีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับมหาลัย หรือ ตัวคณะเองก็ตาม ต้องรีบเข้าร่วมให้ได้ตลอด โดยส่วนมากทางด้านกิจกรรมจะมีกิจกรรมสำคัญที่ต้องเข้าร่วมให้ได้ถึง 2 

    กิจกรรม ได้เเก่

      1.กิจกรรม Open House ในกิจกรรมนี้จะเป็นการบอกเกี่ยวกับตัวมหาลัยเเละคณะต่างๆที่เราสนใจ

      2.กิจกรรม อบรมเชิงปฎิบัติการ “การทำผลงานด้านศิลปะการออกเเบบส่วนบุคคล :Young Dec Camp” 

    กฎเกณฑ์เเละรายละเอียดต่างๆในการประเมินผลงาน โดยส่วนมากเเล้วการส่งผลงานในรอบที่ 1  นั้นสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่จะต้องมีหลักๆคือ งานดรออิ้ง 5 ชิ้น เเละ งานนิเทศศิลป์ 5 ชิ้น เป็นต้น เเละเอกสารต่างๆที่ทางมหาลัยได้กำหนดไว้ ในบางครั้งเกณฑ์ก็อาจจะมาตั้งเเต่รอบอบรมเเล้ว ทางอาจารย์อาจจะวัดความสามารถตั้งเเต่รอบอมรมอยู่เเล้วจึงห้ามพลาดในรอบอบรมอย่างเด็ดขาด ต้องขยันที่จะฝึกซ้อมให้มีความตั้งใจอยู่เสมอเเละมาร่วมเข้ากิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับทางคณะให้ได้ตลอดๆ

    นิเทศศิลป์ คือ และ วิธีการสอบเข้า

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

     

  • ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร

    ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร

    ออกแบบภายใน คืออะไร

    คือ งานออกแบบพื้นที่และส่วนต่างๆภายในอาคาร โดยเน้นการออกแบบจนถึงรายละเอียด เดิมทีงานส่วนนี้เป็นหน้าที่ของสถาปนิก ตั้งแต่สมัยโบราณสถาปนิกทำหน้าที่ออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาคารและการก่อสร้าง ตั้งแต่การออกแบบตัวอาคาร ภายในอาคาร จนถึงพื้นที่โดยรอบรวมไปจนถึงการกำหนดรูปแบบโครงสร้าง
    เป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่ก่อนยุคโรมัน ยุคกลาง จนเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ได้แยกงานที่ต้องคำนวนโครงสร้างการรับแรงของอาคารโดยใช้การคำนวนการรับแรงด้วยวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ออกไปเป็นงานวิศวกรรม เกิดการแยกอาชีพเป็นวิศวกร และสถาปนิกออกจากกัน
    เมื่อเวลาผ่านไป มีการสั่งสมองค์ความรู้เรื่องการออกแบบ วัสดุ และการก่อสร้างก็เกิดการพัฒนาวิธีการทำงาน แยกออกเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในยุค Modern (ประมาณ คศ. 1850-1900) งาน ออกแบบภายใน เริ่มเป็นงานเฉพาะทางที่ชัดเจน
    โดยมีลักษณะที่แตกต่างจากงานออกแบบของสถาปนิกที่เน้นการใช้สอย การแก้ปัญหา และสร้างความประทับใจ ความหมาย และคุณค่าทางใจ ด้วยวิธีที่มีเหตุมีผล มีความชัดเจน และตรงไปตรงมา ในขณะที่การ ออกแบบภายใน จะมีลักษณะของงานศิลปะ หัตถกรรม (Craft) และการประดับตกแต่ง (Decorative Art) มีความละเมียดละไม มีการออกแบบที่คำนึงถึง scale เล็ก และละเอียดมากกว่า ใช้ความรู้สึก และความหมายในเชิงนามธรรม และการสื่อเรื่องราวในการออกแบบ มากกว่างานสถาปัตยกรรม

    เมื่องานออกแบบภายในเริ่มเปิดการเรียนการสอนในประเทศไทยเป็นที่แรกๆ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้จัดให้อยู่ในคณะมัณฑนศิลป์ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Decorative Art”
    โดยวางแนวทางการเรียนการสอนเอนเอียงไปทางงานศิลปะที่นำมาใช้ในการตกแต่ง เมื่อเวลาผ่านไป การออกแบบภายในมีความต้องการแพร่หลายมากขึ้น จึงมีสถาบันที่เปิดการเรียนการสอนตามมาภายหลังเพิ่มเติมคือ จุฬาฯ และ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง โดยให้สังกัดอยู่กับคณะสถาปัตย์ เป็นภาควิชาออกแบบภายใน
    เนื่องจากเห็นว่าเป็นงานออกแบบในกลุ่มของการก่อสร้างอาคาร มีส่วนที่ใช้องค์ความรู้ร่วมกัน และต้องทำงานร่วมกันหลังจากเรียนจบ มหาวิทยาลัยอื่นๆที่เปิดการเรียนการสอน ออกแบบภายใน ขึ้นหลังจากนี้ต่างก็เปิดเป็นภาควิชาภายในคณะสถาปัตยกรรมทั้งหมด

     

    "ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร - choice

    • ข้อสอบ Interior design เป็นโจทย์ที่ต้องออกแบบ สถานที่ตามเงื่อนไขที่โจทย์กำหนดมา หากเป็นการสอบจะเป็นงานชิ้นเดียว ทำในเวลา 3 ชั่วโมงเหมือนงานวาดเส้น แต่ยากกว่ามาก เพราะต้องคิดแบบให้น่าสนใจ ตอบโจทย์ และยังต้องวาดและลงสีอย่างละเอียดสวยงามให้ทันในเวลา ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่น้อยมากๆ ตัวโจทย์จะเป็นอะไรก็ได้ ทั้งห้อง ร้านค้า ซุ้มจัดแสดง และแถมด้วยเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงพิเศษต่างๆ ซึ่งงานของเราต้องตอบโจทย์ทุกๆด้าน ทั้งแง่ความเหมาะสมของการใช้งานของผู้ใช้อาคาร ต้องแสดงฝีมือ รสนิยม ออกมาเป็น design ที่สวยงาม น่าสนใจ การเลือกใช้แรงบันดาลใจ และที่มาของ design เหมาะสมและเข้ากันกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ต้องแสดงการใช้ furniture วัสดุ ไฟแสงสว่าง ของตกแต่ง ที่รวมกันแล้วเหมาะสม เข้ากัน จึงต้องใช้ skill การวาด การลงสี และการ design รวมกันและวัดกันในงานชิ้นเดียว ฉะนั้นถึงแม้ข้อสอบ PAT4 ของสถาปัตย์จะมีปริมาณมากและหลากหลายข้อในเวลาเท่ากัน แต่ก็ยังแยกออกเป็นเรื่องๆ ในขณะที่ข้อสอบออกแบบภายในทำแค่ข้อเดียว แต่ต้องรวมความรู้ทั้งหมด และฝีมือทั้งหมดมาลงในงานเดียว จึงอาจจะเรียกได้ว่ามีความยากมากกว่าการสอบเข้าสถาปัตย์พอสมควร หากเป็นการทำงานเพื่อส่งเป็น portfolio ก็มีโอกาสทำงานหลายชิ้น โดยทางมหาวิทยาลัยอาจกำหนดโจทย์มาให้ หรือให้เราเลือกทำส่งเองก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกทำงานที่แสดงความสามารถทาง design ที่หลากหลาย สำหรับคนที่สมัครเข้าโดยการส่ง portfolio ยังไงก็ต้องมีการทดสอบในช่วงสอบสัมภาษณ์อีกครั้ง โดยให้ทำงานปฎิบัติในเวลาที่จำกัด เพื่อทดสอบว่างานใน portfolio ที่ส่งมาเป็นงานที่ทำเองจริงๆ ฉะนั้นการฝึกทำงานในเวลาจำกัด 3 ชั่วโมงเหมือนการสอบก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนที่จะสมัครโดยการส่ง portfolio

      ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร - Interior design
      ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร - Interior design
      ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร - Interior design

     

    เตรียมตัวยังไงดี

    การเตรียมตัวคล้ายๆกับการสอบเข้าสถาปัตย์ คือต้องมีเวลาและความทุ่มเทให้การเรียนรู้และฝึกฝน น้องๆบางคนที่มีข้อจำกัดมาก ประมาณว่ามีงานที่โรงเรียนมาก ต้องทำงานส่งอันนั้นอันนี้ ต้องทำเกรดที่โรงเรียน ต้องไปเที่ยวกับที่บ้านนั่นนี่ ยังไงก็ไม่จัดการเวลาชีวิตตัวเอง ยังไงก็มีเวลาให้เท่านี้แหละ นอกจากนี้ ยังมีน้องๆหรือผู้ปกครองบางคนที่ยังคิดว่าถ้าเรียนวิชาการไม่เก่ง ก็ให้เรียนสายศิลปะและออกแบบแทนเพราะคิดว่าเรียนง่ายกว่า ขอบอกเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างแรง การฝึกฝนเตรียมตัวเพื่อเข้าคณะสถาปัตย์ที่ว่ายากแล้ว การเตรียมตัวเข้า ออกแบบภายใน นั้นยากยิ่งกว่า

    ออกแบบภายใน คืออะไร และ ต้องเตรียมตัวสอบอย่างไร

    1. หาเวลาให้เพียงพอ การฝึกและเรียนรู้ความถนัดสถาปัตย์ ยังไงก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง มีน้องๆหลายคนมาสมัครเรียนก่อนสอบ 4 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง สมมติว่า 6 เดือน มีเวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. เท่ากับ 6เดือน x 4สัปดาห์ x 3ชม. = 72 ชม. ลองกลับไปอ่านดูนะครับว่า การสอบเข้าจะต้องฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มันเยอะมากนะครับ มันแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเวลาแค่ 72 ชม. เวลาที่เหมาะสมแบบคร่าวๆคือประมาณ 1ปี ถึง 1ปีครึ่งก่อนสอบหรือก่อนส่ง portfolio โดยใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. และใช้เวลาฝึกตามที่เรียนมาในแต่ละสัปดาห์ อย่างน้อยทุกวัน วันละ 1 ชม. รวมแล้วควรจะใช้เวลาเรียนและฝึก 12เดือน x 4สัปดาห์ x 3+6ชม.= 432 ชม. หากใช้เวลาได้ตามนี้ จะมีโอกาสสอบติดและเรียนจบได้สูงมาก สำหรับบางคนที่มาเรียนตอนใกล้สอบแล้วยังสามารถสอบติดได้ ปรากฎว่าหลายคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องซิ่วออกตั้งแต่ปีแรกจำนวนมาก ฉะนั้นคำแนะนำสำหรับคนที่คิดจะเข้าคณะสถาปัตย์คือ เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 1 ปีก่อนสอบที่จะต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น และมีเวลาให้ชีวิตส่วนตัวน้อยลง อาจจะต้องลดความสำคัญในการเรียนวิชาสามัญลง โดยช่วงนี้จะเป็นเวลาที่ต้องอุทิศตัวให้การเรียนและการฝึก เพื่อเปลี่ยนนิสัยบางอย่างจากคนธรรมดาให้เป็นนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะของ นักออกแบบ
    2. มีวินัยในการฝึกฝน เมื่อหาเวลาเริ่มเรียนได้แล้วคือการหาเวลาฝึกที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากสายออกแบบทั้งหมดจะเป็นงานปฎิบัติแบบเข้มข้นทั้งสิ้น การเรียนในเวลาเรียน ครั้งละ 3 ชม. สอนได้เพียงความรู้ความเข้าใจแนวความคิด และวิธีวาดวิธีออกแบบเท่านั้น การรู้ในหัวสมองอย่างเดียวไม่สามารถทำให้น้องๆวาดหรือออกแบบได้จริงๆ ต้องประกอบกับการฝึกฝน ทำซ้ำๆ แล้วนำผลงานจากการฝึกมา comment จากผู้สอน เพื่อแก้ไขจุดที่ยังไม่ดี พัฒนางานให้ได้งานที่ดีขึ้น
    3. ฝึกนิสัยเป็นคนละเอียด ใส่ใจทุกอย่าง เนื่องจากการสอบให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามโจทย์มากๆ แม้ว่าผลงานจะดีงามแค่ไหน หากผิดไปจากสิ่งที่โจทย์กำหนดแม้เพียงเล็กน้อยจะมีผลให้โดนหักคะแนนทันที ยิ่งผิดหลายจุด หรือผิดในจุดที่สำคัญมากๆอาจจะทำให้ข้อนั้นๆถูกหักคะแนนมากจนแทบจะไม่ได้คะแนนเลย
    4. ช่างสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นนิสัยที่สำคัญสำหรับนักออกแบบที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปอย่างชัดเจน การสังเกตุสิ่งรอบตัวจะทำให้จดจำรายละเอียดต่างๆไว้ใช้ในการออกแบบ และการทำงานได้ เช่น ข้อสอบอาจจะให้วาด perspective ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นริมถนน หากเราไม่เคยสังเกตุของจริงในชีวิตประจำวันเลย ย่อมไม่มีทางที่จะวาดออกมาได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
    5. ดูงานเยอะๆ ทั้งดูงานออกแบบ ดูหนังดีๆ ไปเที่ยวสถานที่ดีๆต่างๆ ไปดูเทศกาลศิลปะ เทศกาลงานออกแบบต่างๆ หาความรู้ ศึกษาศิลปะวัฒนธรรม เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลมาใช้ในงานตัวเอง การออกแบบที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งนึกคิดออกมาจากความว่างเปล่า แต่เป็นผลรวมที่เกิดจากการผสมผสานสิ่งที่เห็นมา และประสบการณ์ต่างๆจำนวนมาก เพื่อให้งานออกแบบน่าสนใจ มีความลึกซึ้ง มีที่มาที่ไป คนที่มีข้อมูลในหัวน้อยจะเสียเปรียบมาก ควรฝึกให้มีความสนใจ และเสพงานออกแบบมากๆจนเป็นนิสัย ยิ่งในยุคนี้เราสามารถหาดูงานออกแบบได้ง่ายๆจาก internet เช่น pinterest, instragram และเวปงาน design อื่นๆ
    6. มีมาตรฐานสูง เนื่องจากงานสถาปัตย์วัดกันที่คุณภาพของงานเป็นสำคัญ การทำงานและฝึกฝนควรมุ่งไปที่ผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกชิ้น และพัฒนาให้ดีขึ้นในชิ้นต่อไปเรื่อยๆ น้องๆต้องฝึกประเมินงานของตัวเองว่ามีจุดด้อยตรงไหน ยังปรับอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้บ้าง จะสามารถพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่าการรอ comment จากพี่ๆเพียงอย่างเดียว สำหรับบางคนที่มีมาตรฐานการทำงานสูงและรู้จักสังเกตุเรียนรู้จากงานนักออกแบบที่เก่งๆด้วยตนเอง ก็จะสามารถฝึกตัวเองจากการทำงานโดยไม่ต้องติวเลยก็เป็นไปได้
    7. มองโลกตามที่เป็นจริง และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับชีวิตและการทำงาน น้องๆหลายคนมีปัญหาเรื่องมุมมองที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว เช่นบางคนทำงานได้ไม่ดี คิดงานไม่ออก ก็เสียกำลังใจ ยิ่งเปรียบเทียบงานตัวเองกับงานเพื่อนแล้วสู้ไม่ได้ ยิ่งเสียความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เรียนไม่ได้ ไม่อยากสู้ต่อ ความรู้สึกเศร้าซึม รู้สึกด้อยย่อมมีผลต่อการฝึกฝนเรียนรู้ ในความเป็นจริงเราด้อยกว่าเพื่อนเมื่อเทียบกันที่ผลงานก็เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ความจริงอีกด้านคือ เรายังมีเวลามีโอกาสจะแก้ไขพัฒนาตัวเอง เมื่อมองแบบนี้ก็จะเห็นความเป็นไปได้ที่จะเก่งขึ้นจนเท่าเทียมกับเพื่อนหรืออาจจะเก่งกว่าได้ในอนาคต การมองแบบนี้ย่อมให้ความรู้สึกฮึกเหิม อยากต่อสู้ อยากฝึกให้เก่งขึ้น หากมองลงไปในรายละเอียดก็จะยิ่งเห็นจุดที่เราด้อยกว่าเป็นข้อๆ ทำให้เราสามารถแก้ไขพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด โดยปกติแล้วอารมณ์หดหู่ท้อแท้ เศร้าซึมต้องมีบ้างจากการทำงานไม่ได้ตามที่หวัง ไม่จำเป็นต้องไปปฎิเสธหรือกำจัดมันออกไป ควรจะรับรู้มันตามที่เป็นจริง แต่ระวังไม่ให้จมลงไปในอารมณ์นั้น พยายาม focus ไปที่สิ่งที่ควรจะทำเพื่อพาตัวเองให้พ้นไปจากจุดที่แย่ๆ

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • เรขศิลป์ คืออะไร และเงื่อนไขต่างๆในการเข้าเรียน

    เรขศิลป์ คืออะไร และเงื่อนไขต่างๆในการเข้าเรียน

    เรขศิลป์ศิลป์ คืออะไร และเงื่อนไขต่างๆในการเข้าเรียน

    เรขศิลป์ (Graphic Design)

    เรขศิลป์ เป็นวิชาเอกที่อยู่ในภาควิชานฤมิตศิลป์ (creative art) คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนด้านการสื่อสาร การออกแบบด้วยภาพและตัวอักษรอย่างมีเหตุผลและแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยการออกแบบ ส่วนใหญ่คนจะคุ้นเคยกับ“งานออกแบบเรขศิลป์” เช่น ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบป้าย ออกแบบโลโก้ ออกแบบเว็บไซต์ ออกแบบตัวอักษร ฯลฯ

    เพราะการสร้างสรรค์ผลงาน คือการออกแบบเรื่องราวและการสื่อสาร ซึ่งการออกแบบ Graphic Design ไม่ใช่เพียงการออกแบบเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนตรงกลุ่มเป้าหมาย การสื่อสารที่ดีคือ การที่ผู้ชมเห็นและสามารถเข้าใจความหมายของภาพ ให้รู้สึกแบบที่เราต้องการให้รู้สึกโดยที่ไม่มีความซับซ้อนมากจนเกินไปในการเข้าใจแก่นของสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร

    คำถาม :

    ” ชอบ Graphic Design เข้าคณะอะไรดี ” | ชอบทำงานออกแบบเรียน เรขศิลป์ ดีไหม | อยากเป็นนักออกแบบต้องเรียนเรขศิลป์ 

     

    โดยคำว่า เรขศิลป์ นั้น เป็นคำที่มีการบัญญัติขึ้นมาครั้งแรกโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า Graphic Design ที่หมายถึง การจัดวางองค์ประกอบทางการออกแบบ (Compose) ว่าด้วยเรื่องของงาน 2 มิติ และ 3 มิติ ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบ (Element) ที่แตกต่างกัน เช่น รูปถ่าย, รูปภาพประกอบ, ตัวอักษร และ องค์ประกอบอื่น ๆ ตามหลักการออกแบบเรขศิลป์

    สาขาวิชาเรขศิลป์ เปิดสอนทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

    เรขศิลป์ศิลป์ คืออะไร และเงื่อนไขต่างๆในการเข้าเรียน

    ใครเหมาะที่จะเรียนเรขศิลป์

    คนที่จะเรียนเรขศิลป์ควรเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ช่างสังเกต มองเห็นความสวยงามของสิ่งรอบ ๆ ตัวและประโยชน์ของการออกแบบที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม สนใจด้านการออกแบบ  และที่สำคัญที่สุดของเรขศิลป์ คือทักษะพื้นฐานทางด้านการออกแบบเพื่อที่จะสื่อสารได้

     

    เรขศิลป์มีที่ไหนบ้าง

    เรขศิลป์ หรือ Graphic Design เป็นวิชาเอกในภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรม จุฬาฯ แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีชื่อเรียกวิชานี้แตกต่างกัน เช่น

    1. สาขา นิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
    2. สาขาออกแบบสื่อสาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ(มศว)
    3. วิชาเอกเรขศิลป์ สาขานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    4. CommDe (Communication Design) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    5. CommDes (Communication Design) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี(บางมด)

    เรขศิลป์ กับ TCAS

    สาขาวิชาเรขศิลป์ อยู่ในระบบ TCAS รอบที่ 1 (Portfolio) และรอบที่ 2 (โควตา)

    • รอบที่ 1 (Portfolio) *อ้างอิงข้อมูลจากปี 2563* – รับ 15 คน

     

    เกรดเฉลี่ย :

    – ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 : เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.50

    – ผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 : เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) 6 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.50

     

    แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) :

    – มีผลงานทางด้านการออกแบบเรขศิลป์ในแฟ้มสะสมผลงานจัดทำไม่เกิน 10 หน้า

    – แผ่น DVD, USB Flashdrive ที่มีไฟล์ผลงานทางด้านการออกแบบ และจิตอาสา

    • รอบที่ 2 (โควตา) *อ้างอิงข้อมูลจากปี 2563* – รับ 5 คน

     

    เกรดเฉลี่ย :

    – ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 : เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00

    – ผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 : เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) 6 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00

     

    การสอบอื่น ๆ :

    – คะแนน 9 วิชาสามัญ (ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, สังคมศึกษา / คณิตศาสตร์ 2)

    – สอบทฤษฎีนฤมิตศิลป์ และทักษะนฤมิตศิลป์ (ทางจุฬาฯจัดสอบวันที่ 7-8 มีนาคม 2563)

     

    เรขศิลป์ศิลป์ คืออะไร และเงื่อนไขต่างๆในการเข้าเรียน

    จบเรขศิลป์แล้วทำอะไร ?

    โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่จบเรขศิลป์ จะทำงานสายออกแบบ เช่น

    1.นักออกแบบ กราฟิกดีไซน์ (Graphic Designer)

    การออกแบบเพื่อการสื่อสารเป็นหลัก ประกอบด้วยทั้งความสวยงามและความชัดเจนในการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ชมหรือผู้รับสาร เข้าใจและรับสารอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งกราฟิกดีไซน์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างการสื่อสารตราสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย  และทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างแบรนด์เราและคู่แข่ง

    2. นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) หรือเปิดสตูดิโอของตัวเอง

    นักสร้างสรรค์ผลงาน วาดภาพประกอบเนื้อเรื่อง เป็นคนที่สร้างตัวละครและตัวตนขึ้นมา หรือภาพประกอบที่ช่วยให้การดึงดูดสร้างความสนใจให้คนสนใจในเนื้อหาที่ประกอบนั้น เป็นงานที่ต้องผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวและความสวยงามในการออกแบบ มากไปกว่านั้นคือผลงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

    3.นักครีเอทีฟโฆษณา (creative)

    นักครีเอทีฟโฆษณาการใช้ความคิดสร้างสรรค์กระกอบกับความเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์ผลงานงานโฆษณาให้มีความน่าสนใจและมีความเข้าใจในใจของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่องานโฆษณาบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น ให้เกิดการจดจำสินค้าได้ ต้องการให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ฯลฯ

    ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดในการเลือกประกอบอาชีพ

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • สถาปัตย์ เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตย์ เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตย์ เป็นคณะในฝันของน้องๆหลายๆคน แต่น้องๆหลายคนก็กังวลว่าตนเองเหมาะกับคณะนี้หรือไม่ ถ้าจะเข้าคณะนี้จะต้องเป็นคนแบบไหน แล้วถ้าเรียนจบแล้วสามารถทำงานอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ว่าจบมาต้องทำเฉพาะสถาปัตย์สายออกแบบเท่านั้น แต่จะสามารถทำงานอะไรได้บ้าง น้องๆต้องไปอ่านในบทความ ไขข้อสงสัยเรื่องของสถาปัตย์ไปกับเรา VA ในบทความกันนะ!!!!

    ใครเหมาะกับการเรียน “สถาปัตยกรรม”

    มีคำกล่าวว่าคนที่จะเรียน”สถาปัตย์”ต้องเก่งทั้งวิทย์และศิลป์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ใกล้เคียงความจริง เนื่องจากต้องใช้เหตุผลและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการคำนวณ เพื่อออกแบบอาคารให้ได้มาตรฐานความแข็งแรงปลอดภัย ใช้งานพื้นฐานได้ดี และประหยัดค่าก่อสร้าง ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ศิลปะในการสร้างความหมาย และคุณค่าทางใจให้ปรากฏขึ้นต่อใจผู้ที่เห็น หรือใช้สอยอาคาร ซึ่งส่วนนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรม และเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคนที่เรียน สถาปัตย์ จะต้องมีความสามารถหลายๆด้าน

    • แต่การที่เก่าทั้งวิทย์และศิลป์ก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่าท้กษะทางอารมณ์ หรือ SOFT SKILL เป็นส่วนที่สำคัญ
    • ความสามารถในการจัดการ การวางแผน การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมเป็นงานใหญ่ จึงต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนจำนวนมาก ทั้งสถาปนิกในทีมเดียวกัน ลูกค้า วิศวกรโครงสร้างและระบบอาคาร ผู้รับเหมา ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้เชี่ยวชาญระบบพิเศษอาคาร
    • สถาปนิกมีหน้าที่เป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางประสานทุกฝ่าย และทำทุกวิถีทางเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ตั้งแต่เริ่มออกแบบ ไปจนถึงสร้างอาคารเสร็จ
    • ต้องใช้ทักษะการพูด ในการประสานงาน ต่อรอง เกลี้ยกล่อม เอาอกเอาใจ เข้าหาคน
    • มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในระดับที่มากกว่าคนปกติ ต้องสามารถอดทนรับแรงกดดันทางอารมณ์จากคนอื่นๆ และความกดดันจากเวลาการทำงานที่จำกัดมาก แถมผลงานต้องออกมาดีที่สุดเท่าที่ชีวิตสถาปนิกน้อยๆจะสามารถทำได้
    • สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ได้ประสบพบเจอโดยตรงตอนเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเรียนจบไปทำงานจริงแล้วไม่ทีทางเลี่ยงได้ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนที่เรียนจบสถาปัตย์จำนวนมากไม่สามารถทำงานเป็นสถาปนิกได้นาน ประมาณกันคร่าวๆว่าผ่านไป 5 ปี จะเหลือคนที่ยังทำงานสายออกแบบเต็มตัวประมาณครึ่งเดียว

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    • นอกจากจิตใจที่ต้องแข็งแกร่งแล้ว ร่างกายก็ต้องทรหดเช่นกัน การพักผ่อนหลับนอนไม่เคยใกล้เคียงคำว่าเพียงพอ ช่วงงานพีคๆมักจะถึงขั้นทำงานโต้รุ่งเพื่อให้ทันส่งตามเวลาที่นัดลูกค้าไว้ การเลื่อนส่งงานนั้นแสดงถึงความไม่ Professional ซึ่งจะมีผลให้สูญเสียความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า อาจจะไม่จ้างเราในงานต่อไปและไม่แนะนำเราให้คนรู้จัก
    • ความมีรสนิยม พิถีพิถันในแต่งตัว การเลือกใช้ของ มี LIFE STYLE ที่ดี เลือกที่เที่ยวเลือกกิน เลือกเสพศิลปะและงานออกแบบ ดูหนังฟังเพลิง มีผลกับการทำงานอย่างมาก เพราะสถาปนิกต้องการแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการคิดงานออกแบบ ฉะนั้น การที่จะให้คนที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสของดีๆ ไม่ได้อยู่ท่ามกลางสิ่งสวยๆงามๆ แล้วจะให้มาสร้างสรรค์สิ่งที่มีความพิเศษเหนือธรรมดา ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
    • นอกจากนี้ เนื่องจากงานออกแบบแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมากเป็นหลักล้านถึงเป็นร้อยล้าน ลูกค้าย่อมต้องการความมั่นใจว่าจะได้งานออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยม จึงไม่แปลกที่จะพิถีพิถันในการเลือกจ้างสถาปนิก ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมเป็นด่านแรกที่ลูกค้าจะพิจารณา เพราะหากสถาปนิกไม่รู้ว่ารสนิยมที่ดีคืออะไร ชีวิตไม่ละเมียดละไม ย่อมไม่มีทางเข้าใจความต้องการของลูกค้าที่ต้องการงาน Design ที่ดีแน่นอน

    หลังจากออกแบบเสร็จเริ่มเข้างานช่วงก่อสร้างต้องออกไปตรวจหน้างานก่อสร้าง ต้องคลุกฝุ่นปูนซีเมนต์ ลุยดินลุยโคลน ปีนป่ายนั่งร้าน ขื่อคานบนอาคารสูงหลายชั้น ซึ่งหลายครั้งก็ไม่มีการป้องกันที่ปลอดภัย ท่ามกลางแสงแดดและสายฝน ซึ่งผิดกับภาพสถาปนิกตามสื่อบันเทิงหรือในจินตนาการของหลายๆคน ที่ไม่ใช่การแต่งตัวเท่ๆนั่งคิดงานตามร้านกาแฟสวยๆแต่เพียงอย่างเดียว งานสถาปนิกจึงไม่เหมาะกับคนที่อยากมีชีวิตง่ายๆสบายๆ คนสันโดษที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบการพบปะผู้คนอาจจะต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเช้ามาเรียน Zaha Hadid สถาปนิกหญิงผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ว่า “If You Want an Easy Life, Don’t Be an Architect”

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

    สรุปความสามารถที่จำเป็นในการเรียน และ การทำงานสถาปัตยกรรม

    1. ต้องมีความอดทน (ต่อทุกสิ่ง) (นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวไว้ว่าเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุด)
    2. มีมาตรฐานในการทำงานสูง เป็นคนละเอียดกว่ามนุษย์ทั่วไป เข้าขั้นจุกจิก
    3. มีรสนิยมที่ดีในการใช้ชีวิต
    4. มี Soft skill ทำงานเป็นทีมได้ดี มีความมั่นใจในตัวเอง มีความเป็นผู้นำในระดับหนึ่ง
    5. มีความเข้าใจ มิติสัมพันธ์ สามารถเข้าใจ และจินตการถึง รูปร่าง รูปทรง ที่ว่าง แสง เงา ที่ซับซ้อนขึ้นในใจได้เห็นภาพชัดเจน
    6. มีสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ทักษะรองที่จะช่วยเสริมการเรียนการทำงานสถาปัตยกรรม

    1. ความสามารถในการ Sketch ภาพที่ชัดเจน รวดเร็ว เข้าใจง่าย
    2. ความสามารถในการพูด หว่านล้อม เกลี้ยกล่อม เจรจา ต่อรอง
    3. มีวินัยในการทำงาน และการใช้ชีวิต
    4. Work-Life balance ให้ดี เนื่องจากสถาปนิกมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักจนชีวิตส่วนตัวและสุขภาพกาย สุขภาพจิตมีปัญหาได้ง่าย
    5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การที่มีคนรักคนชอบเยอะ จะช่วยให้ทำงานได้ง่าย มีอุปสรรคน้อย
    6. มีความสามารถในการสื่อสาร อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

     

    เรียนจบสถาปัตย์ทำงานอะไรได้บ้าง

    1. สายหลักก็คือสายออกแบบ
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้

      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      เป็นสถาปนิกทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม แต่อย่าได้คิดว่าเรียนจบมาแล้วจะได้ทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม มีผลงานเจ๋งๆได้เลย ทันทีที่ท่านรับปริญญา ก้าวเท้าออกจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่สำนักงานออกแบบแล้วเริ่มเข้าประจำตำแหน่งทำงานออกแบบ ท่านจะได้รู้ว่าที่เรียนผ่านมา 5 ปีแทบไม่ช่วยให้ทำงานออกแบบจริงๆได้เลย ที่เรียนมาตลอด 5 ปีนั้นเป็นเป็นเพียงความรู้พื้นฐาน เบื้องต้นมากๆ ประมาณ 1 ใน 50 ส่วนขอความรู้ที่ใช้ทำงานจริง

    ท่านจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะเป็นสถาปนิกที่แท้จริง โดยต้องทำงานเป็นผู้ช่วยพี่ๆ สถาปนิกรุ่นโตในสำนักงานออกแบบอีกประมาณ 3-5 ปี จึงจะมีความรู้เพียงพอที่จะสามารถทำงานออกแบบได้เอง หลังจากนั้นจึงจะเลือกวิถีทางของตัวเองต่อไปว่าจะเน้นทำงานในแนวทางไหน จะอยู่กับสำนักงานขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือเลือกที่จะเปิดสำนักงานของตัวเอง

     

    1. สายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      หลายคนเมื่อเรียนจบแล้วได้ทำงานไปซักพักอาจจะพบความสนใจพิเศษของตัวเอง อาจจะเลือกเรียนต่อ ปริญญาโท ปริญญาเอก ในสาขาเฉพาะซึ่งมีให้เลือกหลายหลาย เช่นสาขาอนุรักษ์, เทคโนโลยีอาคาร, การประหยัดพลังงาน, การออกแบบแสง, การออกแบบเสียง, อสังหาริมทรัพย์, วัสดุศาสตร์ และอื่นๆ

     

    1. สายอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นทางเลือกย่อยจากข้อ 2 สำหรับคนที่เรียนต่อแล้วสนใจเบนเข็มมาทางสายวิชาการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อ

     

    1. สายค้าขายหลายคนทำงานออกแบบไปซักพักแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่ได้ผิดอะไร ยังมีงานสายการขาย เป็นเซลล์ หรือ designner ในบริษัทขายวัสดุ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือเทคโนโลยีอาคาร ตัวงานไม่ได้ด้อยกว่าการเป็นสถาปนิกจริงๆเลย แถมยังมีข้อได้เปรียบคือรายได้ดีกว่า เนื่อจากมีรายได้หลักเป็นค่า commission และเป็นงานที่สร้างโอกาสทางธุรกิจมากกว่าอีกด้วย

     

    1. สายอสังหาฯ หรือ Real estate
      สถาปัตยกรรม เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไรได้
      คือการเข้าเป็นสถาปนิกร่วมทีมในบริษัทอสังหาฯ ซึ่งอาจจะต้องมีประสบการณ์การออกแบบงานโครงการ หรือเรียนต่อปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์ ท่านจะได้ทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่แต่ละที่ว่ามีศักยภาพแค่ไหน ควรสร้างโครงการอะไร เกรดไหน ราคาขายเท่าไหร่ ต้อง design ประมาณไหนจึงจะตอบโจทย์ลูกค้า สายนี้ก็รายได้ดีกว่าสายออกแบบ

     

    1. สายจัดการงานก่อสร้าง หรือสาย CM (Construction Management)

      ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ลำพังผู้ออกแบบกับผู้รับเหมาไม่สามารถทำงานก่อสร้างอาคารให้ออกมาดีได้ จำเป็นต้องมีผู้จัดการการก่อสร้างหน้างานเพื่อควบคุมงานก่อสร้างให้เนไปตามที่ควรจะเป็น และได้คุณภาพดี เสร็จทันเวลา ซึ่งเป็นงานที่มีรูปแบบเฉพาะ จัดเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง คนที่จะทำงานนี้ได้ต้องเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรที่มีประสบการณ์การออกแบบและการตรวจหน้างานมามากพอ แล้วก็เช่นเดียวกัน งานสายนี้รายได้ดีกว่าสายออกแบบ

     

    1. สายออกแบบข้ามสายไม่ใช่เรื่องแปลกที่สถาปนิกเมื่อทำงานไปวักพักจะมีบางคนที่เริ่มทำงานข้ามสาย เช่น นักออกแบบภายในทำงานสถาปัตย์ สถาปนิกข้ามไปทำงานภูมิสถาปัตย์ สถาปนิกไปเป็น Graphic designer หรือ fashion designer ก็มีให้เห็นได้บ่อยๆ เนื่องจากการออกแบบทุสาขามีพื้นฐานและจุมุ่งหมายเดียวกันคือการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าเหนือสิ่งธรรมดาสามัญ แล้วจึงแสดงออกมาเป็นสิ่งต่างๆในรูปแบบต่างๆกัน แยกออกเป็นสาขาต่างๆ

     

    1. สายธุรกิจเนื่องจากสถาปนิกเป็นการรวมองค์ความรู้ที่หลากหลายมาใช้สร้างงาน และต้องมี sense ในการแก้ปัญหา การจัดการ และยังมีความสามารถในการเป็นผู้นำทีม จึงไม่แปลกหากจะมีสถาปนิกบางคนใช้สิ่งที่เรียนรู้ฝึกหัดเหล่านี้มาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายในการสร้างงานที่ดี ตอบสนองคุณค่าทางใจ มาเป็นการตอบสนองทางธุรกิจ จุดนี้ต้องระวังมากๆ เพราะมีสถาปนิกหลายรายที่ทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวเพราะไม่สามารถออกจากความเคยชิน ที่จะต้องทำงานให้ดีที่สุด สถาปนิกที่จะเบนเข็มมาทางธุรกิจ ต้องระวังจุดนี้ให้ดี

     

    1. สายศิลปะงานออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับการรับรู้และประสบการณ์ของคนในแง่มุมต่างๆ นี่เป็นส่วนที่งานออกแบบเหมือนกับงานศิลปะ เพียงแต่งานออกแบบมักจะตอบสนองโจทย์ของลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของงานตัวจริง หรือไม่ก็เน้นการแก้ปัญหาบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าสิ่งเดิมๆที่เคยมีมา ในขณะที่งานศิลปะมักเกิดจากประเด็นที่ตัวผู้สร้างงานต้องการสื่อออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีสถาปนิกบางคนทำงานไปเรื่อยๆแล้วเกิดมีประเด็นบางอย่างในใจที่ตัวเองอินกับมันมากๆจนอยากจะทำงานที่สื่อถึงมันออกมาโดยไม่มีคนจ้างให้ทำ แล้วค่อยๆเบนไปสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว และจริงๆก็มีน้องๆหลายคนที่ชอบวาดรูป ชอบทำงานศิลปะ แต่เลือกเรียนสถาปัตย์ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพ หรืออิทธิพลจากคนในครอบครัว แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็หนีตัวตนของตัวเองไม่พ้น ก็ย้อนกลับมาทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง

     

    1. สายบันเทิง ดารา นักแสดง นักดนตรี พิธีกร ผู้จัดรายการเช่นเดียวกับสายศิลปะที่เน้นการสร้างสรรค์และการสื่อสาร ในคณะสถาปัตย์มักจะมีกิจกรรมเฉพาะคือละคอนถาปัด  ซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่และจริงจังกันมาก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี น้องๆหลายคนก็มุ่งฝึกทางนี้อย่างจริงจังจนสามารถเอาดีทางนี้ได้ โดยเฉพาะคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นต้นตำรับสถาปัตย์สายบันเทิง มีรุ่นพี่ในวงการมากมาย โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ๆ เป็นสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่ยังนำน้องรุ่นใหม่ๆเข้าสู่วงการอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน

    สรุปคนเรียนสถาปัตย์ทำงานอะไรได้บ้าง?

    คนเรียนสถาปัตย์จริงๆแล้วสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง โดยมีข้อได้เปรียบคนที่เรียนจบสายอื่นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากถูกฝึกมาให้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความคิดเป็นระบบชัดเจน มีความอดทนในการทำงานหนัก รับแรงกดดันได้มาก มีทักษะในการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม มีทักษะการจัดการ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ช่างสังเกตุ เรียกได้ว่าครบเครื่อง โดยมีจุดอ่อนที่ยึดติดการทำงานให้ดีที่สุด ซึ่งการทำงานอื่นๆที่ไม่ใช่การออกแบบ อาจต้องปล่อยวางและ balance ระหว่างเรื่องคุณภาพงานกับเรื่องอื่นๆ ฉะนั้นหากใครที่ได้เข้าไปเรียนแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเรา หรืออาจจะทำงานออกแบบได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ก็ขอว่า อย่าเพิ่งใจเสีย อย่าจมกับความรู้สึกไม่ดี หรือเครียดมากเกินไป ลองพยายามเรียนรู้เรื่องต่างๆแล้วหาทางประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนมาในด้านอื่นๆ มีคนที่เรียนจบสถาปนิกจำนวนมากที่ไม่ได้ทำงานออกแบบแล้วก็ยังสามารถประสบความสำเร็จ ขอให้เปิดใจให้กว้างๆ และสนุกกับการใช้ชีวิต จะทำให้เราเห็นโอกาสดีๆที่เข้ามา

     

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    นักเรียนที่สนใจว่าการเตรียมตัวที่จะ “ติว สถาปัตย์” เพื่อเข้าคณะสถาปัตยกรรมนั้น นอกจากที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วว่าต้องมีการสอบ “Pat 4″  และ นอกเหนือจากนั้นละว่ามีการสอบอะไรบ้างทั้ง รับตรง สอบตรง และ แอดมิดชั่น ซึ่งการเตรียมตัวที่จะเข้ามหาลัยวิทยาลัย “คณะสถาปัตยกรรม” นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดแต่อาจจะต้องมีการเตรียมความที่ดี บวกกับ การวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ไปดูรายละเอียดที่จำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อ “ติว สถาปัตย์” ได้เลย

    การเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม

    ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการสอบเข้าคณะสถาปัตย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ สถาปัตยกรรมหลัก, ออกแบบภายใน, ภูมิสถาปัตย์, สถาปัตยกรรมไทย และออกแบบผังเมืองเท่านั้น เนื่องจากสาขาหลักเหล่านี้มีเงื่อนไขการรับเข้าเรียนในแต่ละสถาบันไม่ต่างกันมากนัก ในส่วนคะแนนของวิชาสามัญและวิชาการอื่นๆ อาจจะต้องเช็ครายละเอียดของแต่ละสถาบันดูเป็นรายปี เนื่องจากแต่ละสถาบันก็มีเงื่อนไขต่างกันไป รายละเอียดต่างๆก็เปลี่ยนไปแทบทุกปี แต่ในส่วนวิชาเฉพาะแต่ละสถาบันนั้นคล้ายคลึงกัน วิชาเฉพาะที่ใช้สมัครเข้าเรียนจะอยู่ในรูปแบบที่ต่างกัน 3 รูปแบบคือ

    1. สอบวิชา PAT 4 เพื่อใช้ยื่นคะแนน
    2. การสอบตรงวิชาเฉพาะความถนัดทางสถาปัตยกรรม แยกสอบแต่ละสถาบัน
    3. Portfolio เพื่อยื่นสมัครเข้าคัดเลือก

     

    เค้าสอบอะไรกัน

    เนื่องจากการทำงานสถาปัตย์ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่หลากหลายรวมกัน สิ่งเหล่านี้จึงปรากฏให้เห็นในการสอบ ซึ่งประกอบด้วยหมวดต่างๆที่มากมายหลากหลายข้อ ต่างจากคณะออกแบบอื่นๆ ที่หลักๆจะเป็นข้อสอบวาดเส้น 1 งาน และวิชาออกแบบตามสาขาของตัวเองอีก 1 งาน ข้อสอบ PAT 4 กับข้อสอบสอบตรงจะมีความคล้ายคลึงกัน แบ่งเป็นหมวดๆได้ดังนี้

    1. ข้อสอบปรนัย หรือแบบเลือก choice กขคง (วัดความรู้)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      แบ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไป เช่น สถาปนิกหรืองานสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่ควรรู้จัก หลักความรู้ “เรื่องลม , เรื่องแดด ,  ความร้อน ,  เสียง” การจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สัมพันธ์กัน กฎหมายอาคาร หลักการประหยัดพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย หลักการรับแรง (ฟิสิกส์) และที่ออกเยอะใน PAT 4 ถึง 30% ของ choice ทั้งหมดคือเรื่องมิติสัมพันธ์ การหาความเชื่อมโยงระหว่างภาพเรขาคณิต ลักษณะคล้ายๆข้อสอบวัด IQ โดยโจทย์ให้รูปมา 4-9 รูปโดยเว้นไว้รูปหนึ่ง ถามว่ารูปที่เว้นไว้คือรูปไหน ในส่วนนี้ต้องหาข้อสอบฝึกทำ และหากมีคนที่สามารถแนะนำวิธีการมองให้ออกได้ จะสามารถเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก ส่วนความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไปสามารถหาอ่านได้จากหนังสือติวสถาปัตย์ที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีอยู่หลายเล่ม แต่ก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเนื้อหาไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่ละเล่มแต่ละสำนักบางเรื่องก็ขัดแย้งกัน ทางที่ดีควรเทียบเคียงกันหลายเล่ม และหาที่ติวที่สามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องได้จะดีกว่า

     

    1. ข้อสอบ Isometric (วัดความเข้าใจมิติสัมพันธ์ 2D-3D และแสงเงา)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric

      มีทั้งข้อสอบแบบเป็น choice ให้เลือกรูปที่ถูก และแบบที่ให้เราวาดขึ้นมาซึ่งเป็นข้อใหญ่ คะแนนเยอะ ปกติแล้วโจทย์จะให้รูป 2มิติ ด้านต่างๆประมาณ 2-3 ด้านให้เราวาดเป็นรูปทรง 3 มิติในรูปแบบที่มองเฉียงๆ จากบนลงล่างที่เรียกว่า Isometric ข้อสอบช่วงหลังๆจะให้เราวาดเงาที่เกิดขึ้นจากแสงที่ส่องผ่านวัตถุตัวนี้ด้วย การหาพื้นที่ที่เป็นเงานี้มีหลักการที่ถูกต้องซึ่งมีความยากพอสมควรทีเดียว ตัววัตถุที่โจทย์ให้มักจะมีรูปทรงซับซ้อนพอสมควร น้องๆจำเป็นต้องฝึกทำโจทย์ Isometric ที่ระดับความยากเดียวกับข้อสอบ จำนวนมากพอที่จะทำให้เห็นภาพและวาดออกมาได้อย่างรวดเร็ว

     

    1. ข้อสอบ Graphic design (ออกแบบ 2 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic designโจทย์เป็นงาน design สัญลักษณ์ logo หรือ symbol ซึ่งอาจจะเป็นเงาขาวดำ หรือสีก็ได้ มักจะมีจำนวน 4-6 ข้อย่อย ใช้หลักการเหมือนการออกแบบนิเทศ์ศิลป์ แต่ไม่ซับซ้อนมากนัก เน้นความชัดเจนในการสื่อสาร เส้นสายรูปร่างสอดคล้องกันมีจังหวะที่สวยงาม การทำข้อสอบแบบนี้ต้องระวัง เพราะมักจะใช้เวลาในการคิดเยอะ แต่คะแนนรวมแล้วค่อนข้างน้อย ช่วงหลังๆมานี้จะมีโจทย์อีกรูปแบบหนึ่งเพิ่มเข้ามา โดยจะให้หน้ากระดาษตีตารางเป็นช่องรูปร่างต่างๆมา แล้วให้เราลงน้ำหนักขาวเทาดำเป็นรูปต่างๆตามที่โจทย์กำหนด การตรวจก็เน้นที่ความชัดเจนในการสื่อว่าเป็นรูปตามที่โจทย์ต้องการหรือไม่เป็นหลัก หากงานมีความสวยงาม มีการสร้างสรรค์ในการใช้น้ำหนักตามช่อง ให้ได้จังหวะที่น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นชัดเจนก็มีโอกาสที่จะได้คะแนนสูง

     

    1. ข้อสอบ Sketch design (ออกแบบ 3 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch designโจทย์เป็นงาน design สิ่งใช้สอย ตั้งแต่ขนาดเล็กประเภท product design จำพวกของใช้ furniture เช่น นาฬิกาปลุก เก้าอี้ จนถึงงาน design ขนาดกลาง ประเภทยานพาหนะ อาคารชั่วคราวขนาดเล็กๆ เช่นซุ้มขายของ ไปจนถึงอาคารขนาดเล็ก ประเภทบ้านพักตากอากาศ โดยโจทย์จะมีปัญหาให้แก้ หรือมีความต้องการเฉพาะบางอย่าง ผลงานที่ได้ออกมาควรมีความพิเศษแตกต่างจากของสามัญธรรมดา แก้ปัญหาได้อย่างฉลาดตรงจุดที่โจทย์ต้องการ ยกตัวอย่างโจทย์ เช่น จงออกแบบรถตุ๊กๆที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นที่พักสำหรับคนขับได้, จงออกแบบเก้าอี้ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเตียงนอน โดยให้รูปแบบมีที่มาจากสัตว์ทะเล, จงออกแบบบ้านพักในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง บนลานที่ด้านหนึ่งใกล้หน้าผา อีกด้านหนึ่งใกล้ลำธาร โดยให้ออกแบบเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ สามารถพักได้ 8 คน 

     

    1. ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective

      โจทย์จะระบุเหตุการณ์ เวลา สถานที่ บุคคลต่างๆ โดยให้รายละเอียดจำนวนมาก อาจจะระบุถึงว่าเราคือใคร กำลังทำอะไรอยู่ตรงไหนในเหตุการณ์นั้น หรือ อาจจะไม่ระบุก็ได้
      การให้คะแนนงานจะเน้นที่หลายจุด ได้แก่ความครบถ้วนถูกต้องตามโจทย์ ความถูกต้องของ “perspective” “สัดส่วนของคน” “วัตถุ” และ “สิ่งต่างๆในภาพ” รายละเอียด ประกอบกับ บรรยากาศให้ความรู้สึกสมจริงหรือไม่ ,  ความสวยงามของเส้นสายการวาด ,  การสร้างสรรค์มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ โดดเด่นจากคนอื่นมีผลต่อคะแนนโดยตรง นอกจากนี้ต้องมีความรู้ทางศิลปะวัฒนธรรม และ มีจินตนาการ เพราะโจทย์อาจจะให้วาดเหตุการณ์ และ สถานที่ที่แปลกไปจากชีวิตประจำวัน เช่น เหตุการณ์อาจจะเกิดในปราสาทยุโรปยุคกลาง หรือเกิดในสถานีอวกาศขนาดยักษ์ในปี คศ.2100 ไม่ว่าโจทย์จะให้อะไรมาก็ต้องวาดได้หมด

     

    เตรียมตัวยังไงดี

    หลักๆเลยคือต้องมีเวลาและความทุ่มเทให้การเรียนรู้และฝึกฝน น้องๆบางคนที่มีข้อจำกัดมาก ประมาณว่ามีงานที่โรงเรียนมาก ต้องทำงานส่งอันนั้นอันนี้ ต้องทำเกรดที่โรงเรียน ต้องไปเที่ยวกับที่บ้านนั่นนี่ ยังไงก็ไม่จัดการเวลาชีวิตตัวเอง ยังไงก็มีเวลาให้เท่านี้แหละ และคนที่ประมาณว่าแค่มาเรียนให้จบๆ โดยคิดว่าแค่ได้เรียนแล้วก็น่าสอบติดได้ โดยตัวเองไม่พยายามเรียนรู้ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยตนเองเลย คนจำพวกนี้ถ้าไม่เก่งผิดมนุษย์บวกกับดวงดีโชคช่วยจริงๆ อย่าหวังเลยว่าจะสอบได้ สมัยนี้ยังมีน้องๆหรือผู้ปกครองบางคนที่ยังคิดว่าถ้าเรียนวิชาการไม่เก่ง ก็ให้เรียนสายศิลปะและออกแบบแทนเพราะคิดว่าเรียนง่ายกว่า ขอบอกเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างแรง อย่ากระนั้นเลย มาดูกันดีกว่าว่าควรจะทำยังไงให้สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ได้

    1. หาเวลาให้เพียงพอ การฝึกและเรียนรู้ความถนัดสถาปัตย์ ยังไงก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง มีน้องๆหลายคนมาสมัครเรียนก่อนสอบ 4 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง สมมติว่า 6 เดือน มีเวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. เท่ากับ 6เดือน x 4สัปดาห์ x 3ชม. = 72 ชม. ลองกลับไปอ่านดูนะครับว่า การสอบเข้าจะต้องฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มันเยอะมากนะครับ มันแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเวลาแค่ 72 ชม. เวลาที่เหมาะสมแบบคร่าวๆคือประมาณ 1ปี ถึง 1ปีครึ่งก่อนสอบหรือก่อนส่ง portfolio โดยใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. และใช้เวลาฝึกตามที่เรียนมาในแต่ละสัปดาห์ อย่างน้อยทุกวัน วันละ 1 ชม. รวมแล้วควรจะใช้เวลาเรียนและฝึก 12เดือน x 4สัปดาห์ x 3+6ชม.= 432 ชม. หากใช้เวลาได้ตามนี้ จะมีโอกาสสอบติดและเรียนจบได้สูงมาก สำหรับบางคนที่มาเรียนตอนใกล้สอบแล้วยังสามารถสอบติดได้ ปรากฎว่าหลายคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องซิ่วออกตั้งแต่ปีแรกจำนวนมาก ฉะนั้นคำแนะนำสำหรับคนที่คิดจะเข้าคณะสถาปัตย์คือ เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 1 ปีก่อนสอบที่จะต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น และมีเวลาให้ชีวิตส่วนตัวน้อยลง อาจจะต้องลดความสำคัญในการเรียนวิชาสามัญลง โดยช่วงนี้จะเป็นเวลาที่ต้องอุทิศตัวให้การเรียนและการฝึก เพื่อเปลี่ยนนิสัยบางอย่างจากคนธรรมดาให้เป็นนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะของ นักออกแบบ
    2. มีวินัยในการฝึกฝน เมื่อหาเวลาเริ่มเรียนได้แล้วคือการหาเวลาฝึกที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากสายออกแบบทั้งหมดจะเป็นงานปฎิบัติแบบเข้มข้นทั้งสิ้น การเรียนในเวลาเรียน ครั้งละ 3 ชม. สอนได้เพียงความรู้ความเข้าใจแนวความคิด และวิธีวาดวิธีออกแบบเท่านั้น การรู้ในหัวสมองอย่างเดียวไม่สามารถทำให้น้องๆวาดหรือออกแบบได้จริงๆ ต้องประกอบกับการฝึกฝน ทำซ้ำๆ แล้วนำผลงานจากการฝึกมา comment จากผู้สอน เพื่อแก้ไขจุดที่ยังไม่ดี พัฒนางานให้ได้งานที่ดีขึ้น
    3. ฝึกนิสัยเป็นคนละเอียด ใส่ใจทุกอย่าง เนื่องจากการสอบให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามโจทย์มากๆ แม้ว่าผลงานจะดีงามแค่ไหน หากผิดไปจากสิ่งที่โจทย์กำหนดแม้เพียงเล็กน้อยจะมีผลให้โดนหักคะแนนทันที ยิ่งผิดหลายจุด หรือผิดในจุดที่สำคัญมากๆอาจจะทำให้ข้อนั้นๆถูกหักคะแนนมากจนแทบจะไม่ได้คะแนนเลย
    4. ช่างสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นนิสัยที่สำคัญสำหรับนักออกแบบที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปอย่างชัดเจน การสังเกตุสิ่งรอบตัวจะทำให้จดจำรายละเอียดต่างๆไว้ใช้ในการออกแบบ และการทำงานได้ เช่น ข้อสอบอาจจะให้วาด perspective ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นริมถนน หากเราไม่เคยสังเกตุของจริงในชีวิตประจำวันเลย ย่อมไม่มีทางที่จะวาดออกมาได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
    5. ดูงานเยอะๆ ทั้งดูงานออกแบบ ดูหนังดีๆ ไปเที่ยวสถานที่ดีๆต่างๆ ไปดูเทศกาลศิลปะ เทศกาลงานออกแบบต่างๆ หาความรู้ ศึกษาศิลปะวัฒนธรรม เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลมาใช้ในงานตัวเอง การออกแบบที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งนึกคิดออกมาจากความว่างเปล่า แต่เป็นผลรวมที่เกิดจากการผสมผสานสิ่งที่เห็นมา และประสบการณ์ต่างๆจำนวนมาก เพื่อให้งานออกแบบน่าสนใจ มีความลึกซึ้ง มีที่มาที่ไป คนที่มีข้อมูลในหัวน้อยจะเสียเปรียบมาก ควรฝึกให้มีความสนใจ และเสพงานออกแบบมากๆจนเป็นนิสัย ยิ่งในยุคนี้เราสามารถหาดูงานออกแบบได้ง่ายๆจาก internet เช่น pinterest , instragram และเวปงาน design อื่นๆ
    6. มีมาตรฐานสูง เนื่องจากงานสถาปัตย์วัดกันที่คุณภาพของงานเป็นสำคัญ การทำงานและฝึกฝนควรมุ่งไปที่ผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกชิ้น และพัฒนาให้ดีขึ้นในชิ้นต่อไปเรื่อยๆ น้องๆต้องฝึกประเมินงานของตัวเองว่ามีจุดด้อยตรงไหน ยังปรับอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้บ้าง จะสามารถพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่าการรอ comment จากพี่ๆเพียงอย่างเดียว สำหรับบางคนที่มีมาตรฐานการทำงานสูงและรู้จักสังเกตุเรียนรู้จากงานนักออกแบบที่เก่งๆด้วยตนเอง ก็จะสามารถฝึกตัวเองจากการทำงานโดยไม่ต้องติวเลยก็เป็นไปได้

    มองโลกตามที่เป็นจริง และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับชีวิตและการทำงาน น้องๆหลายคนมีปัญหาเรื่องมุมมองที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว เช่นบางคนทำงานได้ไม่ดี คิดงานไม่ออก ก็เสียกำลังใจ ยิ่งเปรียบเทียบงานตัวเองกับงานเพื่อนแล้วสู้ไม่ได้ ยิ่งเสียความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เรียนไม่ได้ ไม่อยากสู้ต่อ ความรู้สึกเศร้าซึม รู้สึกด้อยย่อมมีผลต่อการฝึกฝนเรียนรู้ ในความเป็นจริงเราด้อยกว่าเพื่อนเมื่อเทียบกันที่ผลงานก็เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ความจริงอีกด้านคือ เรายังมีเวลามีโอกาสจะแก้ไขพัฒนาตัวเอง เมื่อมองแบบนี้ก็จะเห็นความเป็นไปได้ที่จะเก่งขึ้นจนเท่าเทียมกับเพื่อนหรืออาจจะเก่งกว่าได้ในอนาคต การมองแบบนี้ย่อมให้ความรู้สึกฮึกเหิม อยากต่อสู้ อยากฝึกให้เก่งขึ้น หากมองลงไปในรายละเอียดก็จะยิ่งเห็นจุดที่เราด้อยกว่าเป็นข้อๆ ทำให้เราสามารถแก้ไขพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด โดยปกติแล้วอารมณ์หดหู่ท้อแท้ เศร้าซึมต้องมีบ้างจากการทำงานไม่ได้ตามที่หวัง ไม่จำเป็นต้องไปปฎิเสธหรือกำจัดมันออกไป ควรจะรับรู้มันตามที่เป็นจริง แต่ระวังไม่ให้จมลงไปในอารมณ์นั้น พยายาม focus ไปที่สิ่งที่ควรจะทำเพื่อพาตัวเองให้พ้นไปจากจุดที่แย่ๆ

     

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • คอร์สปิดเทอม มี.ค. – เม.ย. 2020

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. – เม.ย. 2020

    คอร์ส BASIC ปิดเทอม

    รวบรวม คอร์สเรียนศิลปะ สำหรับในช่วงปิดเทอม ศิลปะทั้งหมดของปี 2020 โดยที่คอร์สปิดเทอมจะแบ่งออกเป็น คอร์ส basic, คอร์สทั้งหมด ซึ่งหากน้องๆสามารถแบ่งเวลา และ จัดสรรเวลาได้การที่มีเวลาเตรียมตัวมากกว่า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้น้องๆได้ทำตามความฝันที่ต้องการได้
    สนใจรายละเอียดช่วงเวลาต่างๆของ คอร์สปิดเทอม สามารถดูได้จากรายละเอียดด้านล่าง โดยจะแบ่งเป็น 2 รอบ

     

    รอบ 1 ( basic )

    16-19 มีค. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Drawing เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Composition บ่าย 14:00 – 17:00

    23-26 มีค. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Sketch เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Painting บ่าย 14:00 – 17:00

     

    รอบ 2 ( basic )

    30 มีค.-2 เม.ย. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Drawing เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Composition บ่าย 14:00 – 17:00

    6-9 เม.ย. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Sketch เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Painting บ่าย 14:00 – 17:00

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. - เม.ย. 2020 คอร์ส basic

     

    คอร์ส วิชาภาค ปิดเทอม

    รวบรวม คอร์สปิดเทอม ศิลปะทั้งหมดของปี 2020

    รอบ 1

    30 มีค.-9 เม.ย. (จ.-พฤ) (8วัน)

    • วิชาภาค เช้า 10:00 – 13:00
    • วาดเส้น บ่าย 14:00 – 17:00

    รอบ 2

    20-30 เม.ย. (จ.-พฤ) (8วัน)

    • วิชาภาค เช้า 10:00 – 13:00
    • วาดเส้น บ่าย 14:00 – 17:00

     

    *วิชาภาค ได้แก่
    1. ความถนัดสถาปัตย์
    2. ออกแบบภายใน
    3. ออกแบบนิเทศศิลป์
    4. Fashion design
    5. Composition Art (สำหรับสอบเข้า จิตรกรรม)

     

     

     

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. - เม.ย. 2020

     

    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

     

  • หัวใจวาดเส้นมัณฑนศิลป์

    หัวใจวาดเส้นมัณฑนศิลป์

    วิชาสอบวาดเส้นมัณฑนศิลป์ เป็นวิชาหลักหากใครต้องการสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นในสาขาใดก็ตาม

    โดยการเตรียมสอบที่ดี น้องๆที่ตั้งใจและมุ่งมั่นก็จะเริ่มต้นเรียนพื้นฐานตั้งแต่การฝึกฝนง่ายๆไปจนถึงการฝึกเพื่อเตรียมสอบตั้งแต่เนิ่นๆ ค่าเฉลี่ยสำหรับคนที่มีเกณฑ์การเตรียมตัวที่ดีนั้น ระยะเวลาอยู่ที่ไม่เกิน 8-12 เดือน หากเริ่มช้ากว่านี้ก็จะต้องเป็นคนที่ม่งมุ่นและฝึกฝนสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าต้องชดเชยเวลาที่เสียไปเพื่อให้ตามเพื่อนและหลักสูตรให้ทัน

    เพราะพื้นฐานสำคัญมาก หากคิดแค่ว่าเน้นเจาะข้อสอบอย่างเดียวความแน่นอนหรือความเสถียรในการทำผลงานให้สมบูรณ์นั้นจะต่ำมาก พูดง่ายๆคือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะผู้เรียนจะขาดความเข้าใจในหลักการวาดเส้น

    ในเรื่องของพื้นฐานและหลักการไล่เรียงความสำคัญตามนี้ครับ

    1. โครงสร้าง
    2. น้ำหนัก
    3. พื้นผิว
    4. ความละเอียด

     

     

    1.โครงสร้าง

    เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และมีหลักในการเรียนรู้เยอะที่สุด สิ่งที่น้องๆต้องเรียนรู้มีดังนี้

    – “ขนาดและสัดส่วน”

    เรื่องหากผิดเพี้ยนแต่แรกภาพที่วาดไม่ว่าจะลงน้ำหนักได้ดีงานละเอียดขนาดไหน ก็จะไม่ใช่ภาพที่เราต้องการวาด เทคนิคการวัดขนาดและสัดส่วนที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญแต่แรก

    – “Gravity”

    ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ทรงตัวอยู่ได้และสอดคล้องกับแรงโน้มถ่วง ทุกสิ่งตกลงพื้นทิ้งน้ำหนักเป็นเส้นดิ่งลงมา 90องศา เสมอ น้องๆควรใส่ใจในการลากเส้นแกนกลางให้ตั้งตรง นอกจากจะทำให้แบบไม่ล้มในกระดาษ ยังคอยช่วยแบ่งครึ่งช่วยเช็ค Balance ให้เราได้อีกด้วย

    – “โครงสร้าง 2มิติ และ 3มิติ”

    แบบ 2 มิตินั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเส้นรอบนอกของสิ่งต่างๆ หรือเส้นตัดที่เราเห็นมันง่ายๆ จุดนี้ใช้การสังเกตุล้วนๆเพื่อเทียบเคียง ยิ่งแม่นยำเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ง่าย เทคนิคที่ช่วยให้น้องๆแม่นยำกลับไม่ใช่การมองเส้นนั้นๆโดยตรง แต่เป็นการมองพื้นที่ว่างด้านในและด้านนอก (พื้นที่+/พื้นที่-)

    แบบ 3 มิติ คือเส้นที่เรากำหนดขึ้นไม่ได้มองด้วยตาเปล่า จุดนี้ต้องใช้ความเข้าใจและแบบฝึกหัดที่ถูกต้อง เป็นเส้นที่ตัดผ่านโครงสร้างของทุกสิ่งเพื่อให้เข้าใช้ถึงระนาบวัตถุปละความนูนหรือต่ำ พูดในเข้าใจง่ายน้องๆลองนึกถึง เส้นรุ้งเส้นแวงของลูกโลก หรือเส้นใยแมงมุมที่อยู่บนตัวสไปเดอร์แมน เส้นเหล่านี้บอกปริมาตรให้กับเราได้ดีมาก หากน้องๆมองเห็นเส้นนี้บนสิ่งต่างๆเรื่องสร้างน้ำหนักก็เหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

    – “ระดับสายตา และ Perspective”

    เป็นเรื่องสุดท้ายของโครงสร้างที่ควรรู้ บ่งบอกชั้นเชิงของคนวาดความเข้าใจและความลึกซึ้ง ภาพที่วาดจะมีมิติที่ดูสมจริงมากขึ้นไปอีก เก็บไว้โชว์ออฟจัดหุ่นวาดสิ่งของที่พุ่งเข้ามาที่สายตา บางครั้งข้อสอบอาจออกภาพมือถือสิ่งของ หากเราจะสามารถวาดนิ้วที่พุ่งเข้ามาในสายตาได้นี่ถือว่าเป็นการโชว์ความเก๋าในการวาด องค์ประกอบภาพจะไม่แข็งทื้อ จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ให้หลีกเลี่ยงซะ เหมือนดาบสองคม ฝึกมาไม่ดีมันจะบาดตัวเองตายครับ อิอิ

     

    2.น้ำหนัก

    ในสากลอย่างยุโรปและจีนถึงขนาดต้องสร้างรูปแบบในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยส่วนใหญ่ที่เราฝึกๆกับที่ช่วยได้จากการจดจำและสังเกตุคือ การฝึกลอกจากรูปถ่าย ช่วยเรื่องการเปรียบเทียบค่าน้ำหนักได้ดี แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเพียงการฝึกอย่างหนักเพื่อเพื่อทักษะการสังเกตุเพียงด้านเดียว

    สิ่งที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการฝึกอย่างหนักได้นั้นคือ “ความเข้าใจ”และ “step” การกำหนดแยกขอบเขตและโซนของ แสงและเงาออกจากกันนั้นช่วยให้น้องทำงานได้ง่ายขึ้นมาก น้องๆจะต้องเข้าใจวิเคราะห์โซนน้ำหนักของด้านแสงและเงาว่าแตกต่างกันอย่างไร เข้าใจแล้วไม่มีทางที่ภาพจะออกมาแบนหรือวูบวาบแน่นอน จะทำให้เข้าถึงธรรมชาติและบรรยากาศของภาพได้ ความสมจริง Realistic นั้นอยู่ที่ตรงนี้เลย step ที่ดียังสามารถนำไปต่อยอดสู่งาน Painting , Graphic Design และ แขนงอื่นๆที่ต้องการใช้สีได้อีกด้วยครับ

     

    3.พื้นผิว

    เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเราต้องฝึกวาดสิ่งของมากมายแตกต่างกันไปเพื่ออะไร แท้จริงแล้วน้องๆกำลังฝึกการสำแนกสิ่งต่างๆออกจากกันอยู่ พื้นผิวเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่หากเราสามารถสร้างความแตกต่างออกจากกันในภาพวาดของเราได้ ภาพจะส่งผลต่อความรู้สึกคนดูได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้วมีสิ่งที่น้องๆต้องคำนึงได้ดังนี้ครับ

    • ผิวเรียบ
    • ผิวหยาบ
    • ผิวมันเงา
    • ผิวสะท้อน
    • ผิวโปร่งแสง
    • ผิวโปร่งใส
    • ลายของวัตถุ

    แต่ละคุณสมบัติเพื่อให้เกิดมิติที่มากกว่าการลอกธรรมดาก็มีเทคนิคการสร้างน้ำหนักที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นผิว เรื่องนี้ขอไม่อธิบายเพราะมันจะยาวมาก และหากพื้นฐานน้อยก็อย่าเพิ่งรู้ครับ จะยิ่งทำให้รวนในการวาดมาก ฝีมือต้องนิ่งและอยู่ตัวก่อน หากอธิบายไปกลัวจะเป็นบาปมากกว่าเป็นบุญ

     

    4.ความละเอียด

    เมื่อหลักสูตรวาดเส้นส่งน้องๆมาจนถึงจุดนี้ได้แล้ว จุดนี้ไม่มีอะไรยากเลย เป็นสิ่งที่ต้องมาใส่ใจทีหลังสุดในการฝึกเลยครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญเลย เรื่องความละเอียดเป็นเรื่องของเวลาและใจล้วนๆ หาก3อย่างแรกน้องๆ ไม่คล่องและเร็วพอก็ไม่สามารถสร้างงานละเอียดได้ทันเวลาครับ โครงสร้างแม้ว่าสำคัญที่สุดแต่ก็ต้องเร็วพอที่จะมีเวลาลงน้ำหนัก ลงน้ำหนักก็ต้อฝรวบลัดและเร็วพอที่จะเหลือเวลาให้กับการสร้างความละเอียด เมื่อมีเวลามากพอก็จะมีเวลาให้กับการสร้างสมาธิเพื่อจดจ่อรายละเอียดต่างๆได้ ใส่ใจและความเฉพาะตัวตามบุคคลเท่านั้น

    “ไม่มีหลักสูตรใดสร้างความละเอียดได้ดีเท่ากันตัวเราเอง”

    บางคนมีติดตัวแต่แรก บางคนก็ต้องสร้างขึ้นเอง แต่กฟ้เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย คนที่ละเอียดโดยธรรมชาติก็มองไม่เห็นภาพรวมและโครงสร้างโดยธรรมชาติเช่นกัน ส่วนคนที่หยาบโดยธรรมชาติมองเห็นภาพรวมและโครงสร้างได้ตั้งแต่แรกทำงานได้เร็วแต่ก็กลับเจอปัญหาในตอนจบงานให้ละเอียด

     

     

    สุดท้ายแล้วในเรื่องของการพัฒนาผลงานของเราเองก็กลับมาตรงจุดของความ “สมดุลทางบุคลิกภาพ” เราจะทำอย่างไรที่จะให้จุดอ่อนเรากลายเป็นจุดแข็ง และพัฒนาจุดแข็งของแต่ละคนให้คม แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน Viridian Academy of Art เชื่อในการพัฒนาตัวเองที่แตกต่างกัน เชื่อในความเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะนั่นคือความเป็น “ศิลปะ” อย่างแท้จริง “Individual” หากเอาแต่ผลิตทุกคนให้เหมือนกันหมด จะเหลือแค่คนที่เก่งที่สุดแค่คนเดียวเท่านั้นที่อยู่รอด แต่หากทุกคนมีจุดเด่นของตัวเองไม่มีใครที่ต้องมาแข่งขันกันเลย แข่งกับตัวเองอย่างเดียวครับ

    “ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง คนที่ตัดสินเราก็คือตัวเราครับ” ??‍???‍???‍???‍??‍???‍?

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง