Author: admin.viridian

  • คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ อยู่บ้านก็เรียนได้

    คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ อยู่บ้านก็เรียนได้

    เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะพื้นฐานที่ดีต้องอาศัยการจัดองค์ประกอบที่ดีร่วมด้วย อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับน้องๆที่ต้องการสอบเข้าคณะที่อาศัยทักษะทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น คณะจิตกรรม คณะสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน นิเทศศิลป์ และ คณะอื่นๆที่ต้องอาศัยทักษะทางด้านศิลปะ (ทักษะในการจัดวางออกประกอบต่างๆทั้งรูปทรง สี และ อื่นๆ) นอกจากที่จะต้องมีทักษะในการวาดภาพแล้ว หากน้องๆไม่รู้จักการจัดวางองค์ประกอบ อาจส่งผลให้ผลงานของน้องๆขาดความสมดุล รูปทรงนี้ควรจัดวางอย่างไร? สีโทนนี้ คู่สีนี้สามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่? แม้งานจะสวยเพียงใดแต่องค์ประกอบไม่เอื้ออำนวย ภาพที่ได้ก็ถือว่าไม่สมบูรณ์ อย่าปล่อยให้ทักษะนี้อยู่แค่ที่เดิม มาพัฒนาทักษะองค์ประกอบศิลป์ให้สามารถใช้งานเพื่อต่อยอดได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วย คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ อยู่บ้านก็เรียนได้ เพราเราเล็งเห็นว่าทักษะนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ใครหลายๆคนมองข้าม

    คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ ทักษะที่สำคัญอย่ามองข้าม!!!

    คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์

    “หัวใจสำคัญในการต่อยอดไปสู่งานศิลปะและการออกแบบทุกแขนง”

    คอร์ส basic composition เป็นคอร์สเรียนแบบออนไลน์ ที่จะช่วยปูพื้นฐานที่จำเป็นในการวาดภาพ ในการลงสี ระบายสี ร่างภาพ และ ใช้ในงานศิลปะแทบจะทุกอย่าง องค์ประกอบของงานศิลปะแต่ละชิ้น หากขาดการจัดองค์ประกอบที่ดี จะกลายเป็นงานที่ดีได้อย่างไร เพราะศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการจัดวางที่ลงตัวด้วย มาทำความรู้จักกับ “ทัศนธาตุ” และ องค์ประกอบศิลป์ การออกแบบเบื้องต้น ที่จะทำให้น้องๆ สามารถวิเคราะห์งานศิลป์ งานออกแบบได้ เป็นคอร์สเรียรที่ช่วยให้น้องๆเข้าใจองค์ประกอบ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการออกแบบ อีกทั้งยังจำเป็นต้องใช้สำหรับน้องๆ ที่ต้องการเรียนต่อในคณะที่ใช้ทักษะทางศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น คณะที่ต้องออกแบบงานอย่าง คณะนิเทศศิลป์ คณะที่ต้องอาศัยการจัดวางที่ลงตัวอย่าง สาขาออกแบบตกแต่งภายใน สถาปัตย์ และ คณะอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

    คอร์ส Basic composition เหมาะกับใคร

    • น้องๆ มัธยมศึกษาตอนปลาย 4-6 ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
    • น้องๆที่ซิ่วเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะจิตกรรม คณะนิเทศศิลป์ คณะออกแบบภายใน และ คณะที่ต้องอาศัยทักษะการวาดภาพต่างๆ
    • น้องๆ ที่ต้องการฝึกทักษะพื้นฐานให้แม่นยำ เพื่อนำไปต่อยอดทักษะวาดภาพในระดับที่สูงขึ้น หรือ ต้องใช้ในการทำงานทางด้านศิลปะ

    คอร์สนี้เรียนกี่ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อเรียนแล้วจะได้รับอะไรบ้าง?

    คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับฝึกพื้นฐานการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ จำนวน 4 ครั้งซึ่งแบ่งเป็น แบบบรรยาย โดยจะใช้เวลาในการเรียนบทละ 60 นาที และ แบบปฏิบัติเอง 2-3 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการสอนเกล็ดความรู้เสริมรอบด้านในการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถนำไปฝึก และ ปฏิบัติเองได้ โดยการเรียนของเราจะวัดผลโดยการให้ผู้เรียนปฏิบัติงานแล้วส่งงานให้กับอาจารย์ เพื่อที่จะได้ทำการดูภาพรวมมของการเรียนในแต่ละครั้ง นั้นทำให้คอร์สออนไลน์นี้เสมือนเรียนสดกับอาจารย์ เราจึงได้เปิด สอนพื้นฐาน องค์ประกอบศิลปะ ออนไลน์ ขึ้นมาเพราะเห็นว่าพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก!!!

    • เรียนบรรยาย ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ น้องๆควรที่จะทราบทฤษฏี โครงสร้างของรูปทรง การจัดวาง ประเภทของโทนสี และ องค์ประกอบหลักๆ ของการวาดภาพต่างๆเสียก่อน เพราะที่จะทำให้สามารถจัดวางองค์ประกอบได้อย่างเหมาะสม และ พร้อมที่จะนำไปปฏิบัติจริง
    • เรียนปฏิบัติ เพราะศิลปะคือการลงมือทำ นอกจากภาคบรรยายแล้วยังต้องสามารถปฏิบัติได้จริง จึงมีการเรียนภาคปฏิบัติ โดยจะให้น้องๆส่งงานที่ทำการวาดมาเพื่อตรวจประเมินผล เพื่อที่จะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้ตรงจุด

    เนื้อหาในการเรียนที่จะได้จากการเรียนคอร์สนี้ มีดังต่อไปนี้

    • หลักการ และ พื้นฐานในการสร้างงานที่จำเป็น
    • การจัดวางทัศนธาตุศิลป์
    • พื้นฐานทฤษฏีสี โทนสี การลงสี
    • การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ในงานศิลป์ งานออกแบบ

    ทำไมต้องเรียน คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ กับ VA 

    คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์

    “เพราะพื้นฐานที่ดี จะนำไปสู่การต่อยอดที่ดีในระดับที่สูงขึ้น”

    อย่าปล่อยให้ทักษะนี้หลุดลอยไป เพราะการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งการร่างแบบ ของคณะสถาปัตย์ การออกแบบภายใน การจัดวางองค์ประกอบ ของสาขาออกแบบภายใน การจัดวางภาพ การลงสี ของคณะอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการจัดวางที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น สำหรับน้องๆ ที่เตรียมตัวสอบเข้าคณะ นิเทศศิลป์ คณะออกแบบตกแต่งภายใน คณะจิตรกรรม และ คณะที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ ทักษะในด้านนี้ คอร์สองค์ประกอบศิลป์ ออนไลน์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สำคัญให้กับน้องๆ ที่ไม่มีพื้นฐาน และ ต้องการเพิ่มทักษะที่จะช่วยให้น้องๆ สามารถสร้างงานศิลปะที่ดีมากยิ่งขึ้นได้ เมื่อน้องๆมีความเข้าใจในเรื่องการจัดองค์ประกอบต่างๆแล้ว จะทำให้งานที่ออกมาของน้องๆ ดีเทียบเท่าผู้มีพรสวรรค์ได้ไม่ยาก

    >>สามารถเข้าไปดูรายละเอียด Basic composition online ได้ที่นี่เลย<<

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • คอร์สPainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนกับเรา VA ได้

    คอร์สPainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนกับเรา VA ได้

    น้องๆหลายๆคนมักจะกังวลว่า “หนูไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะเรียนได้หรือเปล่าคะ” หมดกังวลเรื่องของพื้นฐานไปได้เลย เพราะที่ Viridian academy of art เราได้จัดสอน คอร์สpainting พื้นฐาน ที่แม้ว่าน้องๆจะไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ก็สามารถเรียนได้ เพราะเราจะปูพื้นฐานการเพ้นท์ภาพ และ เทคนิคต่างๆที่จำเป็นต้องรู้ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะของน้องๆ ให้มีพื้นฐานที่ดี และ สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต นั้นเพราะพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ มาปูพื้นฐานการเพ้นท์ภาพไปกับเรา

    คอร์สpainting พื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้!!!

    คอร์สpainting พื้นฐาน

    คอร์ส Basic painting เป็นคอร์สเรียนออนไลน์ ที่จะช่วยปูพื้นฐานสำหรับน้องๆ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน และ กำลังเตรียมตัวที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต มาปูพื้นฐาน และ ทักษะที่จำเป็นต่างๆ ในการวาดภาพด้วยสีชนิดเปียก ฝึกทักษะการใช้พู่กันให้น้องๆ รวมถึงการลงน้ำหนัก แสงเงาในการลงสี อีกทั้งเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเริ่ม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการเรียนใน stepที่ยากขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ นิเทศศิลป์ ออกแบบตกแต่งภายใน จิตรกรรม และ สาขาอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ทักษะการวาดภาพสีน้ำ สีชนิดเปียกต่างๆ

    คอร์ส Basic painting เหมาะกับใคร

    • น้องๆ มัธยมศึกษาตอนปลาย 4-6 ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
    • น้องๆที่ซิ่วเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะจิตกรรม คณะนิเทศศิลป์ คณะออกแบบภายใน และ คณะที่ต้องอาศัยทักษะการวาดภาพต่างๆ
    • น้องๆ ที่ต้องการฝึกทักษะพื้นฐานให้แม่นยำ เพื่อนำไปต่อยอดทักษะวาดภาพในระดับที่สูงขึ้น หรือ ต้องใช้ในการทำงานทางด้านศิลปะ

    คอร์สนี้เรียนกี่ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อเรียนแล้วจะได้รับอะไรบ้าง?

    คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับฝึกพื้นฐานการวาดภาพด้วยสีชนิดเปียก จำนวน 4 บทซึ่งแบ่งเป็น แบบบรรยาย โดยจะใช้เวลาในการเรียนบทละ 60 นาที และ แบบปฏิบัติเอง 2-3 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการสอนเกล็ดความรู้เสริมรอบด้านในการใช้สีชนิดเปียกพื้นฐาน เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถนำไปฝึก และ ปฏิบัติเองได้ โดยการเรียนของเราจะวัดผลโดยการให้ผู้เรียนปฏิบัติงานแล้วส่งงานให้กับอาจารย์ เพื่อที่จะได้ทำการดูภาพรวมมของการเรียนในแต่ละครั้ง นั้นทำให้คอร์สออนไลน์นี้เสมือนเรียนสดกับอาจารย์

    • เรียนบรรยาย เพื่อให้ทราบถึงทฤษฏีการลงสีชนิดเปียก การรู้จักการใช้พู่กัน การจับ การเลือกกระดาษที่เหมาะสำหรับการลงสี เทคนิคการวาดรูปต่างๆ  การลงสี เทคนิคการลงสีโดยการลงน้ำหนักมือ และ แสงเงา ที่น้องๆจะสามารถนำไปใช้กับการปฏิบัติ และ ฝึกฝนได้จริง
    • เรียนปฏิบัติ เพราะศิลปะคือการลงมือทำ นอกจากภาคบรรยายแล้วยังต้องสามารถปฏิบัติได้จริง จึงมีการเรียนภาคปฏิบัติ โดยจะให้น้องๆส่งงานที่ทำการวาดมาเพื่อตรวจประเมินผล เพื่อที่จะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้ตรงจุด

    เนื้อหาในการเรียนที่จะได้จากการเรียนคอร์สนี้ มีดังต่อไปนี้

    • หลักการ และ เทคนิคใช้พู่กันในการเพ้นท์ภาพ
    • การบังคับ และ ควบคุมสีชนิดเปียก
    • การสังเกตค่าน้ำหนักในการลงสี และ การลงแสงเงา
    • เทคนิคการผสมสี และ การลงสีด้วยเทคนิคต่างๆ
    • การเลือกชนิดของสีในการเพ้นท์ให้เหมาะสม สีโปสเตอร์ สีน้ำ และ สีอะคริลิก

    ทำไมต้องเรียน คอร์สPainting พื้นฐาน กับ viridian academy of art

    คอร์สPainting พื้นฐาน

    “สร้างพื้นฐานให้พร้อมลุย แม้เป็นมือใหม่”

    คอร์สของเราเป็นคอร์สที่แม้ว่า “น้องๆจะไม่มีพื้นฐานก็สามารถที่จะเรียนได้” คอร์สของเราจะช่วยปูพื้นฐานของน้องๆ ตั้งแต่เริ่ม ไม่ใช่การเพ้นท์สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีอะคริลิกเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงการลงน้ำหนัก และ การลงแสงเงา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเพ้นท์ภาพ เป็นการสร้างพื้นฐานให้น้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ สามารถนำพื้นฐานไปพัฒนาในการเพ้นท์ภาพ เพื่อต่อยอดในระดับสูงได้ และ เพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของน้องๆ ให้แสดงออกมา รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัว เพื่อเตรียมสอบเข้าคณะนิเทศศิลป์ คณะออกแบบตกแต่งภายใน คณะจิตรกรรม และ คณะที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ ทักษะในด้านนี้ ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องอาศัยพื้นฐานในการเพ้นท์ และ เทคนิคต่างๆ ที่จำเป็น อย่าปล่อยให้คณะในฝันหลุกลอยไป เพราะเราไม่มีพื้นฐาน มาสร้างพื้นฐานการ Painting ตั้งแต่เริ่มให้แน่นไปกับเรา viridian academy of art เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เรียนเลย!!!

    >>สามารถเข้าไปดูรายละเอียด Basic painting online ได้ที่นี่เลย<<

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • รีวิวนิเทศศิลป์ กับ “ออม” บอกหมดในสิ่งที่คนอยากรู้

    รีวิวนิเทศศิลป์ กับ “ออม” บอกหมดในสิ่งที่คนอยากรู้

    สวัสดีค่ะน้องๆ มีน้องๆหลายคนที่กำลังเตรียมตัวสำหรับจะสอบเขานิเทศศิลป์ หรือ กำลังลังเลในการสอบเข้านิเทศศิลป์ บทความนี้พี่จะมา รีวิวนิเทศศิลป์ พร้อมบอกหมดเปลือกในสิ่งที่หลายๆคนอยากรู้ที่สุด ในการเตรียมตัวสำหรับการสอบ แต่จะมีอะไรกันบ้าง ต้องไปอ่านในบทความกันนะคะ

    จุดเริ่มต้นของพี่ในการเตรียมตัวสอบเข้านิเทศศิลป์

    แรกเริ่ม

    รีวิวนิเทศศิลป์

    เริ่มจากที่เราไม่มีพื้นฐานในการวาดภาพมาก่อน เลยคิดว่าต้องเรียน เพราะเดี๋ยวสู้ใครเขาไม่ได้ ตอนแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ก็กะว่าจะเรียนนิเทศศิลป์คอร์สเดียวพอแล้วไปฝึกเพิ่มเอง เนื่องจากเราต้องเดินทางมาจากราชบุรีด้วย มันก็ลำบากเรื่องเดินทางเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ตอนนั้นที่เราเรียนคอร์สนึงมี8ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาตอนนั้นพี่อะไหล่สอน เริ่มด้วยพื้นฐานก่อนเลย การจัดองค์ประกอบศิลป์ การวางน้ำหนักในงานใช้รูปร่างรูปทรง ทุกครั้งที่มาเรียนไม่ว่าจะคอร์สไหนก็จะมีการบ้านให้กลับไปฝึกฝนตลอด มันดีตรงนี้แหละไม่ใช่แค่เรียนวันเดียวแล้วจบถ้าไม่ฝึกมันจะได้อะไร ครั้งต่อๆมาก็จะมีพี่ไอซ์มาสอน จะเรียนเกี่ยวกับสื่อสารอารมณ์mood&toneมากขึ้น การใช้สีในการสื่อสารต่างๆ เพราะนิเทศศิลป์คือการออกแบบเพื่อการสื่อสารตรงนี้เลยสำคัญ เพราะมันเป็นการสื่อความรู้สึกพื้นฐาน ต่อมาก็จะเน้นการออกแบบมากขึ้น

    พอเราเรียนจบคอร์สนึงเราก็แบบเฮ้ย ไม่ได้แล้วว่ะถ้าจะเข้านิเทศศิลป์ของศิลปากรติวแค่นี้ไม่พอ การแข่งขันมันสูงมากถ้าเราไปด้นเองไม่น่ารอดแล้วอีกอย่างที่VAก็มีพี่ๆที่จบมาโดยตรง  ปรับพื้นฐานแนะแนวทางให้เราได้มันก็ดีกว่าไปดำน้ำเอาเองอยู่แล้ว ก็เลยคุยกับที่บ้านว่าขอเรียนไปเรื่อย ๆ จนถึงสอบนะ ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ ก็สนับสนุนเพราะเค้ารู้ว่าเราตั้งใจเรียนด้วยแหละ 

    เตรียมตัว

    รีวิวนิเทศศิลป์ การเตรียมตัว

    พอถึงช่วงก่อนสอบอันนี้เครียดของจริง เราติวกันจริงจังมากถึงขั้นค้างคืนที่VAกับเพื่อนๆเลย ตื่นมาเช้าซ้อมเหมือนเตรียมสอบ บ่ายก็Drawing ค่ำๆก็นั่งทำโจทย์นิเทศต่อจนพี่อะไหล่มาไล่ไปนอนถึงได้นอน ดุเดือดสุดช่วงนั้นเครียดจัด ๆ ตอนติวเรารู้สึกว่าคุณภาพงานตัวเองมันอยู่กลางๆ บางทีก็ขึ้นๆลงๆแล้วแต่โจทย์ แต่ด้วยความที่ได้ติวได้ทำโจทย์หลายรูปแบบมันก็เพียงพอที่จะเอาไปสอบแล้วผ่านแน่ๆ แต่เรื่องติดไหมก็วัดกันที่ไหวพริบหน้างาน ตอนนั้นติวก็แอบร้องไห้นะ ก็เครียดเนอะทำไงได้ แต่ก็พยายามโฟกัสแค่ว่าต้องฝึกเยอะๆ พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ คือเราสมัครสอบไปแค่นิเทศศิลป์ของศิลปากรที่เดียวด้วยไง มันเลยยิ่งกดดัน ไม่ได้สมัครที่อื่นเหมือนเพื่อนๆ 

    สอบจริง

    รีวิวนิเทศศิลป์ สอบจริง

    พอถึงวันสอบก็แบบ เอาวะติวมาขนาดนี้แล้วต้องได้แหละวะตอนสอบในใจคิดอย่างเดียวคือตีโจทย์ให้แตกเพราะนิเทศศิลป์คือออกแบบเพื่อการสื่อสารดังนั้นต้องตีโจทย์ให้แตกตามที่พี่ ๆ พร่ำสอน พอเจอโจทย์ปุ๊บก็เข้าทางเลยเพราะพี่เต้เคยให้ทำโจทย์คล้าย ๆ กันแต่ก็ง่ายกว่าของพี่เต้ ตอนทำเค้าให้เวลา 2 ชั่วโมง เราตีโจทย์กับออกแบบไป 1 ชั่วโมงเต็มแล้วค่อยวาดอีก 1 ชั่วโมง ขนาดงานมันไม่ใหญ่ด้วยเลยแบ่งเวลาไปคิดได้เยอะ ในใจคิดว่า เราตีโจทย์แตก นะสื่อสารตรงอยู่แล้วภาพประกอบก็เข้าใจง่ายเลยแอบคิดว่า ติดแน่ แต่ไม่กล้าบอกใครเพราะมันดูมั่นไป แต่เราก็ติดตามที่เรามั่นใจจริงๆ ได้ 100 เต็มเลย เพื่อนๆก็ติดกันแทบทุกคนเลย เย่ ในที่สุดผลของความพยายามทำงานแล้ว ดีใจมากที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคิด ต้องขอบคุณพี่ ๆ ที่ช่วยติวให้เลย เพราะถ้าเราไปดำน้ำเองไม่รอดแน่ นี่คือข้อดีของการเตรียมพร้อมจริงๆ 

    รีวิวนิเทศศิลป์ การสอบจริงเดือดแค่ไหน!!!

    ตึกที่สอบ

    วันสอบคนเยอะมาก เรารู้สึกกดดันมากแล้วก็ตื่นเต้นสุดๆ สนามสอบจัดที่โรงเรียนวัดดุสิตาราม ตอนนี้เราจำชื่อตึกกับเลขห้องสอบไม่ได้แล้ว แต่ตอนนั้นก่อนจะเริ่มสอบ เราไปไหว้พระกับเพื่อนหน้าโรงเรียนขอให้สอบติด ข้างหน้าโรงเรียนมีเครื่องเขียนมาขายด้วยสำหรับใครที่ไม่ได้พกมา พอถึงเวลาเข้าห้องสอบก็แยกไปตามแต่ละห้องที่ตัวเองสอบ

    สภาพห้องสอบ

    ด้วยความที่ใช้สถานที่ที่เป็นโรงเรียนสอบ ทำให้ห้องสอบเป็นเหมือนกับห้องเรียนทั่วไป ตอนสอบ drawing เรานั่งใกล้ๆประตู แสงแย่มากถึงมากที่สุด แล้วในห้องก็เปิดไฟอีก ตอนสอบเลยคิดว่าต้องเมคงานให้ดูดีกว่าของจริง ต้องจัดแสงเอาในหัวใช้ภาพจำจากที่เคยเรียนมาก วาดเสร็จก่อนเวลานิดหน่อยพอดูภาพรวมแล้วรู้สึกว่าทำได้ดีเลย แต่ใช้เทคนิคถู สอบผ่านแต่คะแนนเลยไม่เยอะ เพราะอาจารย์ชอบงานสานเส้น  ส่วนการสอบนิเทศศิลป์ สภาพห้องสอบไม่มีผลมากเท่าไหร่ แต่พื้นที่ในการวางอุปกรณ์ไม่พอ เพราะเป็นแค่โต๊ะนักเรียนเล็ก ๆ บางคนเลยนั่งพื้น หลังสอบเสร็จโล่งมากคิดว่าน่าจะผ่านไปด้วยดี พอประกาศผลในที่สุดก็ติด เย่!!!!

    การถูกสัมภาษณ์

    พอถึงวันสัมภาษณ์ เค้าให้นักเรียนทุกคนไปรวมเป็นห้องๆ แล้วเรียกไปสัมภาษณ์ครั้งละ 4 คน อาจารย์ที่สัมภาษณ์ ถ้าจำไม่ผิดมีประมาณ 4 – 6 คน มีหัวหน้าภาควิชาอยู่ด้วย คำถามแรกที่ถามคือ ให้แนะนำตัว ต่อมาก็ถามเรื่องความสนใจ ถามเกรด รู้จักคณะนี้ได้ยังไง ก็ประมาณนี้ เป็นคำถามเบสิกในการสัมภาษณ์ทั่วไป

    เข้าไปอยู่ในคณะแล้วเป็นอย่างไร สังคมเป็นอย่างไร

     คณะนี้เรียนทั้งหมด 4 ปี  ปี 1 เรียนที่วิทยาเขตสนามจันทร์ ปี 2 – 4 เรียนที่วิทยาเขตท่าพระจันทร์ หลังจากที่ได้เข้ามาเรียน ปี 1 เรียนที่สนามจันทร์ ลำบากเรื่องการเดินทางไปคณะ เพราะมันอยู่ท้ายสุดของมหาลัย อากาศก็ร้อนมาก กันแดดเอาไม่อยู่ทุกคนเกรียมกรอบ เพื่อนๆ ในภาคนิเทศดีมาก ไม่มีทะเลาะกันเหมือนภาคอื่นๆ ภาคนิเทศเหมือนรวมคนที่นิสัยคล้าย ๆ กันไว้ด้วยกัน

    การบ้านเยอะมาก!!! เพราะเป็นช่วงปรับตัวจากมัธยมแต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เยอะขนาดนั้น ปี 3 เหนื่อยสุด พอเรียนไปเรื่อย ๆ ก็จะปรับตัวได้เอง ปี 2 ย้ายมาเรียนที่ท่าพระ สภาพแวดล้อมแย่กว่าเดิม เพราะมหาลัยก่อสร้างอยู่ ฝุ่นก็เยอะ วันดีคืนดีอาจมีเหล็กหล่นมาเสียบหัว แต่การเดินทางไม่ร้อนเท่านครปฐมเพราะมีรถเมย์ แต่ก็รถติดอยู่ดี แต่ห้องเรียนใหม่กว่าที่สนามจันทร์เพราะทำห้องใหม่ แต่การย้ายมาท่าพระ ก็สะดวกเรื่องที่ฝึกงาน เพราะบริษัทฝึกงานส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ

    ภาพรวมคณะเป็นอย่างไรบ้าง?

    ในภาพรวม คณะนี้ไม่ได้ดีเท่าไหร่ มีบางวิชาที่รู้สึกเรียนแล้วคุ้มค่า แต่บางวิชาก็ไม่ค่อยได้อะไรเลย อาจรย์บางคนชอบให้ทำงานไทย ๆ  ซึ่งน่าเบื่อเพราะมันเยอะเกิน แต่ถ้าใครสนใจเรื่อง Typography , Drawing , Figure , Painting , เขียนบท และ Concept Art อันนี้อาจารย์สอนดีมาก คุ้มค่าต่อการเสียค่าเทอม วิชาอื่นก็ไม่ถึงกับแย่แต่บางทีก็น่าเบื่อบ้าง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคนด้วย แต่วิชาที่แนะนำไปข้างต้น คุ้มจริง ๆ อันนี้ทุกคนในภาคพูดเหมือนกันหมด แต่ปี 4 อาจจะมีวิชาที่น่าเรียนด้วยเหมือนกันแต่ยังไม่ได้เรียนตอนนี้อยู่ปี 3 ตอนนี้ทางภาควิชากำลังปรับหลักสูตร ในอนาคตน่าจะน่าเรียนมากขึ้นและมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นด้วย

    ประสบการณ์การสอบ จาก พี่ออม นักเรียนของ Varidian Academy Of Art

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร รีวิวการเรียนกับ”บลิ๊งกี้”

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร รีวิวการเรียนกับ”บลิ๊งกี้”

    ใครอยากสอบเข้า สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร บ้าง!!! สำหรับใครที่อยากสอบเข้า หรือ เตรียมตัวกำลังจะสอบเข้าอยู่ หลายๆคน คงมีคำถาม มีข้อสงสัยหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน เรื่องของสังคม ความเป็นอยู่ บทความนี้จะมา รีวิวสถาปัตย์ ม.ศิลปากรกัน แต่จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลย!!!!

    แนะนำตัวกันหน่อย

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร แนะนำตัว

    สวัสดีค่า “บลิ๊งกี้” นะคะ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม  มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ เรียนสถาปัตย์หลักนั่นเองค่ะ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า กว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยนี้ ก็ติวมาเยอะมาก เหมือนกันค่ะ เป็นคนสนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วค่ะ พอช่วงประมาณ ม.3 เริ่มรู้ตัวเองว่าน่าจะมาทางด้านนี้  เลยอยากเอาจริงเอาจังทางด้านศิลปะค่ะ ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปใน “Viridian Academy Of Art” แล้วก็ได้คุยกับพี่ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจสมัครเรียน เราได้บอกความต้องการของเรา พี่ๆก็ใจดีมากและเป็นกันเอง ช่วยรับฟัง อีกทั้งยังช่วยดูคอร์สเรียนที่เหมาะสมกับเรา มากที่สุดให้อีกด้วย !!!

    เตรียมตัว สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร

    เริ่มต้น

    สอบเข้าสถาปัตย์ ศิลปากร

    ไปเรียนครั้งแรกเริ่มเรียนจาก คอร์ส “Basic Drawing” ค่ะ แล้วก็เรียนต่อจนจบ คอร์ส “Advanced Drawing” ใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยากเข้าคณะอะไร เพราะยังหาตัวเองไม่เจอ ถ้าใครยังหาตัวตนไม่เจอแบบบลิ๊ง บลิ๊งแนะนำ คอร์ส Drawing มากๆค่ะ เพราะเป็นการปูพื้นฐานในการวาดรูป ทำให้เข้าใจวัตถุ เข้าใจ โครงสร้าง และ เป็นการเสริมทักษะด้านการวาดภาพ ทำให้นำไปใช้ ต่อยอดได้ไวในการนำไปใช้การเรียนด้านอื่นๆอีกด้วยค่ะ

    ต่อมา

    หลังจากที่เรียนจบคอร์ส Drawing ทั้งหมด คิดว่าตัวเองชอบออกแบบตกแต่งภายใน เพราะมีความสนใจเรื่องการ จัดการพื้นที่ และตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ เลยมาทดลองเรียน คอร์ส “ออกแบบภายใน”อยู่พักนึงก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ยังชอบ ไม่สุด พอได้ลองทำงานสไตล์แนวสถาปัตย์ เลยค้นพบตัวเองว่าชอบทางนี้ กว่าจะมั่นใจว่าจะมาทางนี้จริง ๆก็ ม.6 เทอม 2  แล้วค่ะ ซึ่งถือว่าช้ามาก555555

    ในการเตรียมตัวสอบเข้า ก็เลยลงเรียนคอร์ส “ความถนัดทางสถาปัตย์” เนื้อหาในคอร์ส ก็จะเป็นการติวสอบ PAT4 ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องใช้ยื่นสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม ตั้งแต่พื้นฐานเรื่องการใช้เส้น รวมไปถึงสิ่งที่ ต้องใช้สอบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การวาดทัศนยภาพ ไอโซเมตริก และความรู้ทางสถาปัตยกรรมเป็นต้นค่ะ การเรียนก็จะ แบ่งเป็น คอร์สละ 8 ครั้ง 3,500 บาท บลิ๊งเรียนจนถึงสอบเลยค่ะ โดยมีครูพี่ต้นเป็นคนสอน ระหว่างเรียนก็สนุกค่ะ ได้ความรู้แน่นมาก เวลาไม่เข้าใจตรงไหนสามารถถามได้เลย พี่ๆก็จะสอนจนกว่าเราจะเข้าใจ ยิ่งช่วงติวเข้มลองโค้งสุดท้าย พี่ๆก็ จะอุดรอยรั่วให้ และงัดเทคนิค ทริค ในการทำข้อบยังไงให้งานดูเสร็จ เร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ได้คะแนนแน่นอน ซึ่ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆค่ะ เพราะพี่ๆสอนแบบใส่ใจ และดูให้ละเอียดจริงๆ

    ระหว่างนั้นก็ต้องหมั่นขยัน ฝึกฝนฝีมือเพื่อพัฒนา ตัวเองตลอดนะคะ ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบกับตัวเองมากๆก็ต้องขอบคุณพี่ๆทุกคนที่สอนบลิ๊งมาในแต่ละคอร์ส โดยที่ไม่ใช่เพียงแต่จะเป็นการสอนให้วาดรูปเป็น แต่พี่นั้นยังสอนทั้งเทคนิค การเก็บงาน ที่ไม่มีอยู่ในตำรา ที่มาจาก ประสบการณ์ที่พี่ๆเค้าได้ผ่านมา นอกจากนั้นเพื่อนๆที่เรียนมาด้วยกันตอนนี้ก็เรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรม  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก็ติดตามความต้องการของเพื่อนอีกด้วยค่ะ

    เมื่อเข้าสู่มหาลัย

    หลังจากที่เข้ามหาลัยก็ยังมีต้องใช้ความรู้และทักษะด้านการวาดภาพอยู่ในการนำเสนองาน ในบางรายวิชาของ คณะก็ยังมีการเรียนวิชา Drawing อยู่บ้างซึ่งคนที่มีพื้นฐาน “Drawing” ก็จะได้เปรียบกว่า เพราะเราจะเข้าโครงสร้าง แสง  เงาและการวาดทัศนียภาพ มากไปกว่านั้นระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยก็สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ ใช้และ ปรับให้เข้ากับตัวเอง เป็นงานสไตล์ตัวเอง และยังสร้างรายได้เสริมจากการรับงานวาดรูปไปได้ด้วยได้ค่ะ ในตอนนี้บลิ๊งก็รับ วาดรูปอยู่เหมือนกัน เป็นภาพ ดรออิ้ง งานสีน้ำ ก็ฝากผลงานไปติดตามกันได้ ที่ Instagram : @happiiblinky ด้วยนะค้า ขอบคุณค่า 

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • ประสบการณ์ กับการเตรียมสอบมัณฑนศิลป์ – ออกแบบภายใน

    ประสบการณ์ กับการเตรียมสอบมัณฑนศิลป์ – ออกแบบภายใน

    ก้าวเข้าสู่ช่วง ม.ปลายเมื่อไหร่ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็แทบจะเป็นเป้าหมายของเด็กทุกคนในขณะนั้น


    จุดเริ่มต้นที่อยากเข้า “ออกแบบภายใน”

    ออกแบบภายใน

    เราเรียนสายวิทย์-คณิต อยู่ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เพราะตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าคณะอะไร ก็เลยเรียนเผื่อไว้ก่อน ตอนนั้นเราก็ศึกษาไปด้วยว่า ตัวเองอยากจะเรียนอะไร แต่ก็รู้แหละว่าตัวเองชอบทางสถาปัตย์ อินทีเรีย หรือโปรดักซ์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าคืออันไหนกันแน่ เราพึ่งมารู้ตัวเองว่าอยากเรียน มัณฑนศิลป์ – ออกแบบภายใน ก็ตอนปลายม.4 “เรารู้สึกว่า interior เป็นอะไรที่ใกล้ตัวเราอะ เป็นอะไรที่ effect กับชีวิตเราโดยตรง เราอาศัยอยู่ในบ้านที่ต้องมีการตกแต่งการจัดวาง ที่มีการคิดไว้แล้วว่าตรงไหนควรทำอย่างไรเพราะอะไร เราอยากเป็นนัก ออกแบบภายใน ที่สามารถทำให้คนที่อยู่ห้องนั้นมีความสุขได้ ให้มี function ที่ต้องการให้ครบ เรารู้สึกว่า การที่เราออกแบบห้อง หรือพื้นที่ที่ดีนั้น ก็เหมือนกับว่าเราออกแบบชีวิตของคนที่มาใช้ให้ดีได้ด้วย” “ interior designer ก็เหมือนนักออกแบบ lifestyle ของคน ” นี่คือความคิดของเรา ทำให้เราอยากเรียน ออกแบบภายใน และอยากทำงานในแนวนี้

     

    การเตรียมตัวสอบเข้า “ออกแบบภายใน”

    ออกแบบภายใน - การเตรียมตัวสอบเข้า

    หลังจากที่รู้ว่าเราจะเรียนต่อทางด้านศิลปะ จะเรียนมัณฑนศิลป์ ก็ต้องไปติว drawing เพราะที่โรงเรียนไม่ได้สอน แล้วเราก็อยู่สายวิทย์อีก ก็ยิ่งไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับศิลปะเลย สายวิทย์ก็คือต้องมี project ซึ่งเป็น project วิทยาศาสตร์ พร้อมกับมีวิชาบังคับ คณิต basic คณิต advance และอื่นๆ อีกเยอะ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะการออกแบบ ที่จะเอาไปใช้ต่อในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะนี้ได้เลยได้เลย ศิลปะเริ่มห่างหายจากตัวเราไปในช่วงต้น ม.4 แต่อย่างหนึ่งที่เราชอบ และทำอยู่ทุกวันก็คือวาดการ์ตูน และ fine arts เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของเราลงไปในงาน เป็นความรู้สึกจากเบื้องลึกของจิตใจ การที่เราได้ทำอะไรแบบนี้บ่อย ๆ มันเหมือนเป็นการได้กลับไปมองใจตัวเองอีกครั้งว่าช่วงนั้นรู้สึกอย่างไรกับชีวิตหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลังจากที่เราได้ทำใจว่าง ๆ และถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นคงไปบนกระดาษ ก็เก็บไว้เป็นงานชิ้นหนึ่ง ที่บอกเรื่องราวของชีวิตในช่วงนั้น บางชิ้นก็ผ่านสี บางชิ้นก็ผ่านการแสดงความรู้สึกของตัวการ์ตูนนั้น เป็นอะไรที่ทำแล้วสบายใจดี

    1. เราเริ่มเรียน drawing ที่ viridian academy of art ช่วงปิดเทอมระหว่างม.4 ขึ้น ม.5 อาจะเป็นเพราะบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและเป็นกันเองของ VA ทำให้เรารู้สึกชอบที่นี่ตั้งแต่เดินเข้ามา และเลือกที่จะฝากอนาคตของเราไว้ที่นี่
    2. เราเรียน basic drawing, drawing advance 1 – 5 ความจริงตอนนั้นมี drawing advance แค่ 4 คอร์ส แต่เราลงต่อไปเรื่อย ๆ จนนับได้เป็น 5 คอร์ส และเรียน interior ควบคู่กันไป
    3. basic drawing คือคอร์สแรกที่เราเรียน ซึ่งเกี่ยวกับ contour drawing ให้มือสัมพันธ์กับตา และ quick sketch การขึ้นโครงสร้างของวัตถุแบบคร่าว ๆ แบบรวดเร็ว หลังจากนั้นเราก็เรียน drawing มาเรื่อยๆ
    4. โครงสร้างเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด drawing อย่างแรกที่เรียนคือ เกี่ยวกับโครงสร้างของวัตถุ การขึ้นโครงสร้างของวัตถุให้ดีได้นั้นก็มีอยู่หลายวิธี คนส่วนมากจะใช้การ quick sketch แบบโยนหินถามทาง คือร่างจากตาเห็นเป็น 2 มิติ เป็นเส้นร่างแบบมีหลายเส้น ซึ่งมันจะสามารถปรับแก้อะไรได้เยอะก่อนที่จะลงเส้นจริง
    5. การขึ้นรูปนั้นมีหลายแบบ เช่น แบบวน ๆ แบบสังเกตช่องว่างระหว่างเส้นของวัตถุ การกะระยะ การวัด การขึ้นจากโครงเรขาคณิต การมองเป็น 2 มิติแล้วค่อยร่าง (ใช้ตาข้างเดียวมอง) ทุกอย่างนี้ต้องใช้รวม ๆ กัน หรือใช้ตามความเหมาะสมแล้วแต่ว่าใครจะถนัดแบไหน
    6. สำหรับเราในตอนนั้น รู้สึกว่าการขึ้นแบบวน ๆ หรือการขึ้นโครงแบบใช้เส้นหลายเส้น เราทำมันได้ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ (เราเรียกการขึ้นรูปแบบร่างหลาย ๆ เส้น หลาย ๆ รอบ ว่าการขึ้นโครงแบบวน ๆ 555) เราชอบเส้นที่ชัดเจน เส้นเดียวมากกว่า มันดู clear และชัดเจนดี แต่ต้องแม่นก่อนไงถึงจะทำแบบนั้นได้

     

    ฝึกฝนจนกว่าจะทำได้

    ออกแบบภายใน - ฝึกฝน                                              

    อยากทำของยากได้ ก็ต้องพยายามมากหน่อย อยากได้เส้น clear ก็ต้องฝึกกันมากหน่อย” เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก ไม่ได้เรียนศิลปะ แต่เราอยากทำให้ได้ นี่เป็นสิ่งแรก ๆ ที่ตัวเองพยายามฝึก นอกเหนือจากการบ้านที่พี่ติวให้มาทำ ช่วงหลังจากนั้น ก็ฝึก contour drawing สัปดาห์ละประมาณ 20 หน้า A2 หรือประมาณวันละ 4 หน้า A2 (ไม่รวมที่อยู่ตามหน้าว่างของหนังสือเรียนอีกนะ 555) ฝึกแบบนี้ไปซักพักหนึ่ง เรารู้สึกว่า contour drawing ทำให้เราวาดโครงสร้างแม่นขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราให้เห็นความเป็นวัตถุนั้นจริง ๆ เพราะทุกวันนี้คนมักจะมองข้ามรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ทั้งสิ่งของ และจิตใจ ไม่ได้พูดเล่นนะคะ การจะ contour drawing ต้องมีสมาธิในการจดจ่อเข้าไปในวัตถุ เห็นว่ามันเป็นอย่างไร มันทำให้เราเห็นความจริง เราจะได้เส้นที่เป็นธรรมชาติ และแม่นขึ้น เราได้เห็นใจตัวเองระหว่างการทำ contour drawing บางทีมันก็จะคิดเรื่องอื่น นู่นนี่บ้าง ทำให้เราหลุดจากสิ่งที่เรากำลังวาดอยู่ เห็นแล้วก็ดึงมันกลับมา ให้เรามีสมาธิกับมันต่อ นั่นก็เหมือนการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่มีสมาธิจะมองไม่เห็น detail ของมัน แล้วเราจะเก็บ detail ได้ดีให้สวยได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่เห็นมัน การฝึกแบบนี้ทำให้เราได้มีลายเส้นเป็นของตัวเอง เส้นที่ clear ขึ้น เป็นแบบที่เราชอบ แล้วยังเห็น detail ของวัตถุนั้น ๆ ด้วย

     

     “ความเป็นมิติ จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำหนัก” โครงสร้างที่ดี หากลงน้ำหนักแล้วก็จะกลายเป็นภาพที่ดี ดูเป็น 3 มิติ มีใกล้ – ไกล มีระนาบ ยิ่งถ้าเราวาดแสงเงาได้สวย ภาพก็จะสวยขึ้นไปอีกระดับนึงเลย ก็เหมือนกับการถ่ายรูป คนที่ชอบถ่ายรูปก็มักจะหามุมมองที่มีแสงดี ๆ เพื่อที่จะถ่ายให้รูปออกมาดูสวย มันก็เหมือนกับการ drawing นั่นแหละ ความชัด – เบลอ ของแสงเงา มันเป็นสิ่งที่ทำให้งานเราดูมีเสน่ห์และดึงดูดสายตาคนดู

    “วาดแก้วให้ดูออกว่าเป็นแก้ว วาดโลหะให้ดูออกว่าเป็นโลหะ พลาสติกก็ต้องเป็นพลาสติก ผ้า ไม้ เซรามิก ความโค้ง ตรง เหลี่ยม ขรุขระ โปรงใส โปร่งแสง หรืออื่น ๆ อีกมากมาย” หลังจากเรียนลงน้ำหนักวัตถุ ก็ต่อด้วยการแยกแยะความแตกต่างของ “วัสดุ” เหล่านั้น

     

    อีกอย่างนึงที่เราชอบทำในช่วงหลัง ๆ หลังจากที่สามารถ drawing ได้คงที่ระดับนึงแล้ว ก็คือ เราจะเพิ่มขั้นตอนของการแต่งรูปเข้าไปด้วย อย่างแรกคือ แต่งแสงของรูปวาด เพราะในห้องสอบจริง ๆ เราจะพบว่า เรานั่งอยู่ท่ามกลางห้องที่มีไฟขาวติดอยู่ทั่วเพดานห้อง วัตถุของเราจะไร้เงามาก ๆ มันจะขาวโพลน เราต้องแต่งแสงขึ้นมาเองจากความเข้าใจ ขั้นตอนนี้ให้สังเกตไปที่วัตถุจริง ว่าเงาอยู่ตรงไหน เราสามารถเพิ่มความเข้มของเงาได้ คัดเงาได้ fade เงาได้ ทำให้งานดูมีน้ำหนักมากขึ้น และอีกอย่างนึงที่อยู่ในขั้นตอนการแต่งรูปก็คือ เราจะเลือกที่จะไม่วาดบางอย่างที่ทำให้งานไม่สวยลงไป เช่นสมมุติว่าเราวาดกาน้ำที่มีรอยเปื้อน เราสามารถเลือกที่จะไม่วาดรอยนั้นก็ได้ หากเป็นรอยขนาดเล็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นจุดเด่นของงาน หรืออีกทางนึงก็คือ เลือกที่จะวาดให้รอยนั้นดูสวยไปเลยก็ได้ ก็เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้งาน แต่เรามักจะไม่เลือกที่จะวาดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วสุดท้ายคนอื่นดูไม่ออกว่าจุด ๆ นั้นคืออะไร มันเป็นการทำให้งานเราดูมีจุดบกพร่อง “เวลาวาดรูปเราต้องตัดสินใจให้เฉียบขาด” ถ้าตัดสินใจแบบนี้ได้ งานเราก็จะ clear และชัดเจน แต่ระวัง !! การจะตัดสินใจแบบนั้นได้ จะต้องผ่านการฝึก drawing basic และ advance มาระดับนึงแล้วนะคะ

    การเก็บรายละเอียด

    สุดท้าย คือ การเก็บรายละเอียด ช่วงนี้ของการเรียนนั้นไม่มีสูตรตายตัว มันอยู่ที่เรา ว่าเราจะมีสมาธิในการสังเกตและถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นลงไปในงานได้ดีแค่ไหน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เรารู้สึกฟินที่สุดแล้ว เราชอบการเก็บ detail ของงานมาก ๆ มันทำให้เรารู้สึกดีเมื่อเห็นความละเอียดของงานในระยะหน้า ตัดกับระยะหลัง งานมันดูมีมิติขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะ highlight ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศรอบข้างที่เรียบเนียน มันทำให้ highlight เด้งขึ้นมา พอทำไปเรื่อย ๆ งานเราจะมีเสน่ห์ให้คนที่มาเห็นต้องหยุดมองภาพของเรา และเพ่งเข้าไปที่ detail ในภาพที่เราใส่เข้าไป การเก็บ detail นั้นไม่ต้องเก็บทั้งหมดก็ได้ เราเก็บแค่ด้านที่แสงเข้า เป็นด้านที่มองเห็นชัด ส่วนด้านที่มืดเราก็ใส่ดีเทลเป็นระยะหลังนิดหน่อยพอ ให้ไม่แย่งซีนระยะหน้า เหมือนการถ่ายรูปเลยค่ะ ถ้าอยากให้คน focus ที่ไหน ก็ปรับรูรับแสงกว้าง ๆ ภาพก็จะออกมาเป็นหน้าชัดหลังเบลอ คนดูก็จะ focus ไปที่ส่วนที่ชัด มีส่วนที่ชัดน้อยกว่าเป็น background ภาพจึงดูสวย การเก็บ detail เนี่ย มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยนะสำหรับเรา อาจจะเรียกว่าเราโรคจิตนิดนึงก็ได้ 555

     

    ระหว่างที่เรียน drawing ก็เรียน basic sketch ต่อด้วย interior ต่อ ๆ มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ขึ้นโครงวัตถุต่าง ๆ เขียน perspective เราเรียน interior กับพี่เมฆ ที่กำลังเรียนอยู่คณะมัณฑนศิลป์ – ออกแบบภายใน ชั้นปีที่ 3 และเรียนกับพี่ต้นในบางครั้ง (พี่ต้นจบสถาปตย์ จุฬาฯ)

     

    ปัญหาของเราในตอนนั้นคือ compose ไม่สวย ทั้งของ interior และ drawing ซึ่ง composition เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้ว่าเราจะวาดรูปสวยยังไง แต่ถ้าการจัด compose ไม่สวย รูปนั้นก็จะออกมาไม่สวย มองแล้วรู้สึกแปลก พี่ต้นก็เลยรวบหลักสูตร basic compose และสอนให้ใน 3 ครั้ง ตอนเย็น หลังเรียน interior เสร็จ แบบไม่ได้เรียนตามคอส เพราะถ้าเรียนตามคอสก็คงไม่ทัน ถือเป็นการรวมเนื้อหาที่ละเอียดและสามารถนำไปใช้ได้เลย ทั้งกับ interior design และ drawing


     

    “เราเองก็อยากอยู่ในบ้านที่สวยและสะดวกสบายใช่มั้ยล่ะ ทุกคนแหละ” พี่เมฆสอนเราตั้งแต่วิธีการ design ห้องต่าง ๆ การนำหลักการของ composition มาใช้ในการออกแบบ รูปแบบของ user ที่จะเข้ามาใช้งานพื้นที่ สอน function ของห้องต่าง ๆ เช่น ห้องครัว ว่าควรวางตู้เย็น เตา และอ่างล้างจานไว้ตรงไหน วางอย่างไรให้คนที่มาใช้ไม่เดินชนกัน สามารถใช้ได้จริง และยังสอนฮวงจุ้ยพื้นฐานของการออกแบบอีกด้วย ยังมีอีกหลายอย่างเช่น function ของร้านอาหารใหญ่ ๆ lobby โรงแรม

     

    ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง “สมมุติว่าเราตื่นขึ้นมากลางดึก จะเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วเหยียบลงไปบนพื้นหินอ่อนอันเย็นเฉียบ บวกกับอุณหภูมิของห้องที่หนาวเย็น มันคงเป็น feeling ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย” การมีพรมนุ่ม ๆ อยู่รอบเตียง ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรมี เตียงของเขาจะให้ความรู้สึกว่าเป็น comfort zone ขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเลือก ถ้าหาก user ไม่ต้องการอะไรที่มีฝุ่นเยอะ เราก็ต้อง design ให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาต้องการ นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของการ design ที่ต้องคิดแล้วคิดอีก แก้แล้ว ก็ต้องแก้อีก ก่อนที่จะสำเร็จได้

     

     อย่างไรก็ตาม การคิด concept ถือเป็นเรื่องใหญ่ สุดสำหรับเรา เราคิดว่า การที่ concept ว้าวเมื่อไหร่ ก็จะทำให้งานดีขึ้นเป็นกองเลยแหละค่ะ ห้องธรรมดาที่ไม่มี concept ก็ยังคงเป็นห้องธรรมดาที่ใครก็ทำได้ concept จะทำให้การ design นั้นมี story และมีค่ามากขึ้น


     

    concept ดี design ดีและแปลกใหม่ ใช้งานได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับการ design”

    ออกแบบภายใน

    เราเป็นคนที่ชอบงานที่สวยงาม มองไปแล้วต้องรู้สึกดี ดู wow ดู cool! เราจึงชอบการ paint ภาพ interior ที่วาดมา ให้สวยและเหมือนจริง

     

    หลักการของการ paint ก็มีอยู่หลายอย่าง แต่หลักๆ ก็คือ การเจือสี แสง และ เงา 

    มองเผิน ๆ อาจเห็นว่าไม้เป็นสีน้ำตาล หรือ หินอ่อนเป็นสีขาว แต่เราจะลงสีโต้ง ๆ อย่างนั้นไม่ได้ ลองมองเข้าไปในไม้อีกที เราจะพบว่าไม้ไม่ได้มีแค่สีน้ำตาล ไม้บางอันมีสีม่วง สีเขียว สีส้ม สีเหลือง หินอ่อนสรขาวก็เช่นกัน หินอ่อนสีขาวไม่ได้มีเพียงสีขาว แต่ยังเจือสีชมพูอ่อนหรือเหลืองเข้าไปด้วย เราต้องเจือสีเข้าไปในวัสดุด้วย มองให้เห็นสี แล้วก็อย่าลืมเจือสีของแสงเข้าไปในวัตถุด้วยล่ะ ไม่งั้นภาพอาจะเหมือนกับว่า ของแต่ละชิ้นอยู่กันคนละมิติกัน 555

    contour drawing ดี ทำให้ drawing ดี และเมื่อลงน้ำหนัก + แยกพื้นผิวดี ก็จะทำให้งาน interior ออกมาดี พี่เมฆชอบพูดเสมอว่า ลงสี interior ก็เหมือน drawing นั่นแหละ ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจหรอก แต่หลัง ๆ ถึงได้รู้ว่า drawing กับ interior ก็คืออย่างเดียวกันนั่นแหละ การวาด perspective แล้วลงสีนั้น เราต้อง render แสงและสีของทุกอย่างในนั้นเองทั้งหมด เอง การฝึก drawing จะทำให้เรารู้ว่าวัสดุอะไรต้องวาดแบบไหน แสงส่องมาทางนี้จะกระทบกับอะไร สะท้อนไปทางไหน เราก็เอาหลักการนั้นแหละมาใช้กับการวาดภาพ interior เพียงแต่ interior ยากกว่านิดหน่อยตรงที่มีเรื่องสี และโทนสีของแสงเข้ามาปนด้วย

     

    เกิดความสับสนนิดหน่อยที่เข้ามาในใจตอนนั้น ช่วงเวลาของความสับสนก็ต้องมีบ้างในแต่ละคน

    “ชอบวาดการ์ตูนขนาดนี้ทำไมไม่เรียนออกแบบนิเทศศิลป์ล่ะ” คำถามที่พบบ่อยในช่วงนั้น บวกกับมีวันหนึ่งขณะที่อยู่ที่ VA ในตอนเย็น หลังจากที่พี่ ๆ comment งานในวันนั้นเสร็จ พี่ต้นก็ถามทุกคนว่า “วาดอะไรบ่อยที่สุด ที่วาดเป็นประจำ”

     

    “แพร วาดอะไรบ่อยที่สุด แล้วบ่อยแค่ไหน” พี่ต้นถาม และคำตอบของเราก็คือ “วาดการ์ตูนค่ะ วาดทุกวัน” พร้อมกับขำแห้งเจื่อน ๆ

     

    “น่าจะเปลี่ยนเป็นวาด interior ทุกวันแทนนะ” เป็นประโยคที่แทงใจลึก ๆ อย่างเงียบ ๆ  เสียง monotone ของพี่เขาทำให้เรากลับไปคิดกับเรื่องนี้อีกครั้ง

     

    มันเป็นคำถามที่กวนใจอยู่พอสมคมควรเลยนะ ในช่วงนั้นของเรา ทำให้เราย้อนกลับมาดูใจตัวเองอีกครั้ง ว่าเราชอบอะไรกันแน่ เราอยากทำอะไรในอนาคต 

    ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางในสายของ interior designer เราชอบอันนี้จริง ๆ แต่เรายังทำมันได้ไม่ดีเลย ณ ตอนนั้นคือครึ่งทางของการติวสอบแล้ว เหลือเวลาอีกไม่มาก เราไม่รู้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะประกาศสอบวันไหนด้วย ทำให้ตัดสินใจ เลิกวาดการ์ตูน แล้ววาดแต่ interior ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราคิดว่า เราควรมุ่งมั่นกับอะไรอย่างหนึ่งให้เต็มที่ไปเลย ทำให้สุด จะได้มีประสิทธิภาพที่สุด และไม่ต้องมาเสียใจที่หลัง

     

    การอยากเรียน ออกแบบภายใน ทำให้ lifestyle ของเราเปลี่ยนไป เราเป็นคนชอบไป café ชอบร้านสวย ชอบขนมสวย ๆ น่ารัก ๆ (และต้องอร่อยด้วย 555) แต่ก่อน เราก็จะ focus แต่ขนมกับเครื่องดื่มบนโต๊ะอาหาร ไป café นั่งจิบชาถ่ายรูปขนมสวย ๆ  แต่พอตอนหลัง เราสนใจในการ design ของร้านมากขึ้น เรามักจะดูการแต่งร้านแล้วคิดว่า เค้าใช้ concept อะไร แต่งยังไง เค้าต้องการให้เรารู้สึกยังไงเวลาเราเข้าร้าน ทำไมอันนี้ทำแล้วดูสวย อันนี้ไม่สวย เค้าใช้หลักของ composition ในการออกแบบยังไงบ้าง บางร้านเราก็จะพบกับความวุ่นวานของพนักงานที่เดินวนไปวนมา นั่นแหละเป็นเหตุมาจากการที่คนออกแบบวาง plan ได้ไม่ดี เราก็จะได้จำไว้ว่าแบบนี้ทำแล้วไม่ดี ส่วนอันไหนที่ดูดี เราก็จะจำไปใช้กับงานของเรา

     

    หลังจากที่เราผ่านการฝึก drawing ในขั้นของ basic และ advance มาหลายครั้ง เราค้นพบเทคนิคการ drawing ของตัวเองแล้ว ในช่วงหลัง ๆ มันทำให้เรามั่นใจและกล้าทำอะไรมาขึ้นมาก ๆ รู้สึกดีใจนิดหน่อยที่เรามีจุดยืนเกี่ยวกับวิธีการ drawing ของตัวเองแล้ว

     

    Tricks ของเราในการเรียนก็คือ 

    1. จำให้ได้ทุกอย่างที่พี่ ๆ สอนและ comment กลับมา แล้วเอามาปรับใช้กับงานของเรา 
    2. คิดไว้ว่า ถ้าเราพยายามจริง ๆ เราก็ทำได้ และเราต้องทำให้ได้ 
    3. ถ้าไม่เก่งก็ต้องฝึกเยอะหน่อย 
    4. ไม่มีขีดจำกัดในการพัฒนาตัวเอง เราสามารถพัฒนาได้เรื่อย ๆ 
    5. ลองทุกอย่างที่พี่ ๆ เขาสอน และหาสิ่งที่เข้ากับเราที่สุดเป็นจุดยืนของตัวเอง
    6. การตั้งมาตรฐานสูงเป็นแรงผลักดันให้เราทำงานได้ดี 
    7. เอาสิ่งเหล่านั้นมาอยู่ใน lifestyle ของเรา

    The 7 keys to success ของเรา เราเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านี้ และบอกกับตัวเองอยู่เสมอ ไม่มีครั้งไหนที่ไปเรียนแล้วลืม 7 ข้อนี้เลย

     

    ประสบการณ์เข้าค่าย young dec camp 2019

    ผ่านช่วงที่เรียนแบบชิล ๆ ไปแล้ว ต่อจากนี้คือของจริง

    ไปค่าย young dec camp 2019 (ค่ายของมหาวิทยาลัยที่ทุกคนที่จะเข้าคณะมัณฑนศิลป์ต้องไป) คือค่ายที่มีการทดสอบ drawing และวิชาภาค (interior)

     

    นี่ขนาดเป็นแค่ค่าย ยังตื่นเต้นขนาดนี้ มือเราสั่นตั้งแต่ก่อนจะวาดอีก เขาจัดวันให้สอบ interior ก่อน เรามือสั่นแบบไม่เคยสั่นมาก่อน เพราะว่าเกร็งและตื่นเต้น ผลสอบไม่ได้ดีเท่าทีตัวเองหวังไว้ เราได้ 80-90 คะแนนอาจจะไม่ได้น้อยมาก แต่คนที่ได้คะแนน 90-100 ก็มีเยอะพอสมควร เราคิดว่าเราต้องพัฒนาต่อไป เราต้องทำให้ได้ดีกว่านี้สิ ในรอบสอบจริง อันนี้เป็นแรงผลักดันให้เราต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกเยอะเลยค่ะ 

    สอบ drawing ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าสอบ interior คงเป็นเพราะเราได้ผ่านมันมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วพบว่าการตื่นเต้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะทำให้เราแย่ลง เราเลิกตื่นเต้นเลิกกลัว และทำให้เต็มที่

     

    drawing ครั้งนั้นได้ 80 – 90 คะแนน เศร้าอยู่นะ กลัวสู้คนอื่นไม่ได้ เห็นงานตัวเองแล้วก็รู้แหละว่าพลาดตรงไหนบ้าง ก็เอามาปรับ ต่อไป ฝึกต่อ และจะต้องไม่พลาดแบบนั้นอีก

     

    เตรียมทำ Portfolio สำหรับเข้า ออกแบบภายใน


    หัวข้อพอร์ตมาแล้ว 

    ด้วยความที่โรงเรียนเรามี 3 เทอม (โรงเรียนรุ่งอรุณ) และปิดเทอมไม่ตรงกับคนอื่น ช่วงทำพอร์ดเราลาเรียนไม่ได้เพราะว่าเปิดเทอมอยู่ แล้วเป็นช่วงสอบ final นี่คือความเศร้าระดับ 10 ของเราในตอนนั้น  ให้ 10 เต็ม 10 เลยอะ เหมือนจะไปได้ดีอยู่แล้ว แต่ตอนสุดท้ายหักมุม

     

    “คิดซะว่าอุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้เราโตขึ้นละกันนะ 555 จริง ๆ ตอนนั้นก็ขำไม่ออก” พยายามบอกตัวเองอย่างนั้นในช่วงที่ down มากๆ เราอยู่สายวิทย์ แต่ก่อนมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรหรอก แต่ตอนนี้เรามั่นใจแล้วว่าเราจะไม่ไปทางนั้นแน่ ๆ มันเหมือนการอยู่ผิดที่ผิดทาง เราเรียนไปโดยที่จะไม่ได้เอาไปใช้สอบเลย เวลาสำหรับการทำงานศิลปะก็ยิ่งไม่มีอยู่แล้ว แล้วยังเป็นช่วงสอบ final อีก แถมยังลาเรียนไม่ได้ ปัญหานี้มันหนักสำหรับเรามาก ๆ เราไม่รู้จะทำยังไง ตอนที่ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต พี่อะไหล่กับพี่เมฆจึงเป็นที่ปรึกษาเพียง 2 คนที่รับรู้เรื่องทุกอย่างของเรา แล้วพยายามช่วยอย่างเต็มที่ เป็นทั้งที่ปรึกษาเรื่องเรียน เรื่องพอร์ต การแบ่งเวลา การลาเรียน เรื่องติว ดูงานให้ผ่านไลน์เพราะเราไป VA ไม่ได้ แล้วยังต้องมาปลอบเด็กน้อยในตอนนั้นที่จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้อีก เขาช่วยเต็มที่และดีกับเรามาก จนเราไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้ว

     

    ตัดชอยส์ที่เป็นตัวถ่วงเราออกไป เราตัดสินใจทิ้งเรื่องเรียนของที่โรงเรียนไป เอาแค่พอผ่านไปได้ แต่ไม่ได้ปล่อยให้ตก เพราะถ้าตกจะต้องไปซ่อมอีก ซึ่งช่วงที่จะต้องซ่อมนั้นเป็นช่วงก่อนสอบปฏิบัติรอบจริงของศิลปากร เวลานั้นควรจะเอามาฝึกก่อนไปสอบรอบจริง ไม่ใช่ไปเสียเวลากับการแก้คะแนนของโรงเรียน แผนของเราคือแบบนั้น เราเก็บคะแนนสอบแค่พอผ่าน งานอื่น ๆ ก็ส่งไปตามที่คำนวณว่าจะไม่ต้องกลับมาซ่อมอีก 

     

    ไป VA ไม่ได้ ก็เอาพอร์ตไปทำที่โรงเรียน ซึ่งก็มีข้อจำกัดคือ งานส่วนมากต้อง set แสงเงาหุ่นนิ่งแล้ววาดสด ใช้เวลาวาดนาน ก็ต้องกลับไปทำที่บ้านหลังเลิกเรียน ที่โรงเรียนจึงทำได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลย

     

    ณ ตอนนั้น วันไหนลาได้ก็ลา อยู่กับพี่เมฆ พี่เมฆสอนให้เกินเวลาของคอสไปเยอะมาก ๆ ด้วยความเป็นห่วงน้องแหละ กลัวว่าจะสอบไม่ติด ช่วงทำพอร์ดเราใช้เวลาคิด concept นานมาก ๆ กว่าจะได้ที่พอใจ ก็เสียเวลาไปเยอะ เพราะเราให้ความสำคัญกับ concept เป็นอันดับ 1 ทำให้เรากลัวว่าจะทำไม่ทัน พอร์ต drawing ก็ยังทำไม่ถึงไหน

     

    พี่เห็นน้องจะทำไม่ทัน ก็ไม่ได้ปล่อยไว้อย่างนั้น พี่เมฆมาอยู่เป็นเพื่อนทุกวันที่เราทำพอร์ต ทั้ง ๆ ที่เรียนอยู่ปี 3 มีงานท่วมหัว นอนก็ไม่ได้นอน บางทีพี่ก็ดูง่วงมากจริง ๆ แต่ก็ยังมาอยู่เป็นเพื่อน แบกเอางานมานั่งทำเป็นเพื่อนด้วย มีการพาไปนอกสถานที่ด้วยในหลาย ๆ ครั้งที่ไม่สะดวกเข้ามาที่ VA

     

    การทำพอร์ตด้วยกันทำให้เพื่อนใน VA รุ่น 7 รักกันมาก ทุกคนช่วยกันดูงาน บรรยากาศของ VA ที่เป็นเหมือนบ้านอีกหลังในช่วงนั้นอบอุ่นมาก เห็นแล้วสบายใจ มันจึงเป็นความสบายใจเล็ก ๆ ในช่วงเวลาแห่งความเครียดตอนนั้นเลย

     

    3 สัปดาห์กว่า ๆ อันทรหด ผ่านไปไวเหมือนโกหก

    วันที่พอร์ดเสร็จ เราดีใจมากจริง ๆ เหมือนยกภูเขาครึ่งหนึ่งออกไปจากอก (ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งของการลุ้นว่าจะติดรอบต่อไปมั้ย)

     

    หลังจากส่งพอร์ตเสร็จ

    เราทำพอร์ตของมหาวิทยาลัยอื่นแล้วส่งไป เผื่อไม่ติดศิลปากร ถ้าเกิดไม่ติดศิลปากรจริง ๆ เราไม่อยากซิ่ว เราจะเรียนที่อื่นไปก่อน 1 ปี แล้วค่อยกลับมาสอบศิลปากรอีกครั้ง จึงยื่นมหาวิทยาลัยอื่นไปอีก 3 ที่

     

    สอบปฏิบัติและสอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยอื่นไปแล้ว แล้วติดแล้ว ความสบายใจก็เข้ามาในใจให้สดชื่นขึ้นนิดหน่อย แต่เป้าหมายหลักของเราคือมัณฑนศิลป์ ศิลปากร

     

    ประกาศผลติดรอบสัมภาษณ์ วันที่ 10 มกราคม แต่วันที่ 9 มกราคม 2020 เป็นวันที่ไม่รู้จะนิยามวันนั้นยังไงดี ตื่นเต้นมาก คืนนั้นนั่งทำงานของโรงเรียนอยู่ถึงดึก ไลน์เริ่มเด้งรัว ๆ แต่เราไม่ได้สนใจ ก็นั่งทำงานต่อไป พอจะนอนก็ขออ่านไลน์ก่อนซักนิดนึง

     

    “ประกาศแล้ว!!” แค่เห็นคำนี้ก็ตกใจแล้ว และรู้เลยว่าหมายถึงอะไร ยังไม่ได้ทำใจเลย ไหนบอกว่าประกาศวันที่ 10 ไง

     

    เราทำใจอยู่ซักพักนึงก่อนที่จะกดเข้าไปในเว็ป เอาจริงไม่กล้าเปิดดูเลยค่ะ กลัวว่าจะไม่ติด กลัวความจริง แต่ไหน ๆ ความจริงก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็แค่ดูแล้วยอมรับมัน

     

    โอเคเราติด เราดีใจมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะอธิบายอาการดีใจนั้นอย่างไร feeling เหมือนเราทุ่มเททุกอย่างแล้วมันกำลังจะสำเร็จแล้วเลยค่ะ แต่นี่เป็นเพียง “กำลังจะสำเร็จ” การสอบอีกรอบกำลังรอเราอยู่ คัดออกอีกเกินครึ่ง แต่ตอนนี้โล่งใจขึ้นนิดนึง เหมือนดอกไม้กำลังบาน มีความรู้สึกดีใจมาก ๆ  เราผ่านมาครึ่งทางแล้ว

     

    หลังจากนั้นเราก็ฝึก drawing และ interior เรื่อย ๆ มา สัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ เราลาเรียนที่โรงเรียนทั้งสัปดาห์ เพื่อมาฝึก ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการสอบที่กำลังจะมาถึงแล้วแหละ (ลาได้เพราะว่าขึ้นเทอมใหม่แล้ว)

     

    เราไม่เคยทำทันเลย ลองจับเวลามาหลายรอบแล้ว รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วมาก แค่คิดงานก็หมดเวลาแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำทันได้ยังไง แต่ก็ฝึกไปก่อน หลาย ๆ แบบ ที่คิดว่าข้อสอบจะออก

     

    เตรียมตัวสอบอย่างไร?

    จากข้อสอบปีผ่าน ๆ มา เราคิดว่าข้อสอบน่าจะออกหนึ่งในช้อยส์ตามนี้ 

    1. Sketch design 2 หรือ 3 ชั่วโมง 
    2. Perspective อย่างเดียว 1 หรือ 2 ชั่วโมง
    3. Perspective อย่างเดียว 40 นาที 

    เราคิดว่าข้อ 3 ยากสุด เพราะถ้าทำข้อ 3 ทันก็ทำข้ออื่นทัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องแข่งกับเวลาแล้ว เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่ายากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมาเลย

     

    เราไม่เคยทำทันเลย ตั้งแต่เรียนมา อันนี้เป็นแรงผลักดันขึ้นสูงสุดให้กับเราเลย ครั้งท้าย ๆ ที่ทำ sketch design ก็เลทเวลามานิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ถือว่าทำทันไง แล้วที่ยากอีกอย่างนึงคือ ต้องวาดให้ลายเส้นและเทคนิคการลงสีเหมือนกับพอร์ตที่ส่งไป เพื่อแสดงตัวตนกับอาจารย์ในวันสอบจริงว่า เราทำพอร์ดเอง ไม่ได้ให้ใครทำให้ นั่นแหละหายนะของเราเลย เรารู้สึกว่า พอร์ตที่ส่งไปมันเนี๊ยบมาก จะทำงาน 40 นาทีให้เนี๊ยบเหมือนกับพอร์ตก็คือยากสุด ๆ  แต่ไม่เป็นไร เราพร้อมสู้อยู่แล้ว !!

     

    Perspective รูปแรกเป็นอะไรที่น่าเศร้านะ 40 นาที แค่เขียนโครงยังไม่เสร็จเลย ทำให้เห็นว่าเรายังต้องพยายามอีกเยอะ เราลองเปลี่ยนเทคนิค ลองใช้หลายเทคนิค ทั้ง ดินสอหัวเล็ก  ดินสอไม้ ปากกา lancer สีไม้ สีน้ำ สี copic ใช้ไม้บรรทัด ไม่ใช้ไม้บรรทัด ร่างรูป ร่างนิดหน่อย และ ไม่ร่างเลย

     

    และแล้วเราก็ได้พบสิ่งที่เราถนัด ก็คือเราใช้ ปากกา lancer กับสีน้ำ จบงานด้วยปากกาดำ และเพิ่ม highlight ด้วยปากกา milky สีขาว เราใช้วิธีไม่ร่างภาพ เพราะว่าการร่างภาพ เป็นการเปลืองเวลาที่มีอยู่แค่ 40 นาทีไปมาก เราควรจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า แล้วเส้นมันก็รกด้วย (บางคนอาจจะคิดว่า 40 นาทีก็ไม่น้อยนะ แต่สำหรับเราในตอนนั้น เรารู้สึกเหมือนว่า แค่หายใจก็หมดเวลาแล้วอะ 555 แค่ผสมสีก็หมดเวลาไปเยอะแล้ว)

     

    ช่วงนี้ไม่ได้ฝึกอะไรนอกจากทำงานให้ทันด้วยเทคนิคที่คิดว่าเราถนัดที่สุด ทำไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง หมดเวลาแล้วทำไม่ทันก็ทำใหม่ แม้มันจะเลยมาแค่ 30 วินาทีก็ตาม เราฝึกไปเรื่อย ๆ จนแม่นขึ้นแล้วไม่ต้องร่างภาพก็ได้ มาถึงก็วาดแล้วลงสีเลย วิธีนี้ทำให้เราประหยัดเวลาไปเยอะ
     

    อย่าลืมว่ายังเหลือ drawing อีก เรื่องของการฝึก drawing เราก็จับเวลา 40 นาทีเหมือนกัน เป็นการฝึกว่าจบงานยังไงให้งานดูเสร็จ drawing เราฝึกวาดมือถือของเป็นหลัก เพราะได้ฝึกทั้งมือ และสิ่งของ แล้วเราก็คาดไว้ว่าอาจารย์น่าจะออกโจทย์นี้ การฝึกก็เหมือนกับ interior นั่นแหละ หาเทคนิคของตัวเองให้เจอแล้วทำให้ทัน 

    กฎสำคัญของการฝึก 1 สัปดาห์นี้คือ “ห้ามป่วยห้ามพักห้ามรักหมอ” เอ้ย ไม่ใช่ ๆ 555 

    กฏของเราจริง ๆ คือ

    1. ห้ามป่วย
    2. ห้ามนอนดึกเกิน
    3. ห้ามฝีมือตก   

    พักได้ แต่อย่าพักนาน

     

    4 วัน 50 รูปเป็นเรื่องจริงที่เราทำในตอนนั้น เป็นการผลาญกระดาษที่เยอะมากจริง อันนี้เฉพาะ interior ถ้ารวม drawing ก็ประมาณ 60 รูป มันดูเยอะ แต่มันก็ไม่เยอะถ้าคิดว่าอีกไม่กีวันเราจะต้องทำให้เต็มที่เป็นครั้งสุดท้าย แล้วจะไม่มีการได้แก้ไขอะไรอีกแล้ว เราคิดว่าการซ้อมมือแค่นี้ไม่ถือว่าเยอะหรอก เราพึ่งได้สัมผัสคำว่า “ทำทันเวลา” ก่อนวันสอบ 2 วันเอง ที่ผ่านมาไม่เคยทำทันเลย

    รู้สึกว่าการวาดการ์ตูน + fine arts ที่ไม่ได้วาดมานานแสนนาน ได้เอามาใช้ก็ตอนนี้เนี่ยแหละ เรามีคู่สีหลายคู่ให้ใช้ ซึ่งคู่สีนั้นก็มาจากอารมณ์ของเรา เอามาทำเป็น mood and tone ของ interior ได้ เป็นการจับคู่สีให้เข้ากับ character ของ user ของเรา

     

    การฝึก contour drawing และ Quick sketch ทำให้เราจัดหน้ากระดาษได้ดีขึ้น ไม่ต้องร่างเยอะ แล้วมีเส้นร่างที่ clear แบบที่เราชอบ

     

    การฝึก drawing โครงสร้างและลงน้ำหนักทำให้เราวาดโครงสร้างสวย และลงสีมีน้ำหนักครบ ทำให้งานดูสวยขึ้นเยอะ
     

    ทั้งหมดทุกอย่างที่เรียนมามันเกี่ยวข้องกันทั้งหมดจริง ๆ ไม่มีอะไรที่เรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ ตั้งแต่เนื้อหาทุกอย่าง จนไปถึงคำสอนของพี่ ๆ ทุกคำ ยังเอามาคิดได้ทุกคำ เป็นที่สอนตัวเราและเป็นแรงผลักดันให้เราสู้ต่อไปเรื่อย ๆ

      

    แสงอาทิตย์ตอนเช้าของวันสุดท้ายก่อนสอบ ส่องเข้ามาในห้องนอนตอนเช้า เหมือนจงใจจะปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับวันพรุ่งนี้ วันนี้เราตื่นมาแบบได้นอนเต็มอิ่ม และมานั่งเหลา EE เตรียมอุปกรณ์สำหรับวันพรุ่งนี้ ซ้อมวาดไป 3 รูปเบา ๆ ให้ไม่ลืม feeling ของปากกา เป็นการวอมมือนิด ๆ หน่อย ๆ เตรียมของเสร็จก็นั่งคิด concept เผื่อไว้ เผื่อวันพรุ่งนี้โจทย์มาแปลก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิด concept ให้นาน บ่าย ๆ ก็เล่นกีต้าร์นิดหน่อยก่อนที่จะเช็คของอีกทีว่าไม่ลืมอะไร เราไม่อยากเครียดวันสุดท้ายก่อนสอบ เรื่องการฝึก เราเตรียมตัวมาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แล้วพอใจกับผลนั้นแล้ว “ที่เหลือคือทำให้ดี ฝีมืออย่าตก แค่นั้นก็พอ” เราบอกกับใจตัวเอง

    แล้วก็ถึงวันสอบ

    วันสอบเป็นวันที่ไม่สามารถหยุดตื่นเต้นได้เลย ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัว บรรยากาศของวังท่าพระดูตึงเครียด ทุกคนที่มาสอบที่นี่ก็คืออยากจะเข้าที่นี่จริง ๆ แล้วเราจะต้องสู้กับอีกกี่คนล่ะเนี่ย แต่ละคนก็ตั้งใจฝึกมาทั้งนั้น บรรยากาศด้านนอกว่าเครียดแล้ว บรรยากาศในห้องสอบจริงเครียดกว่า
     

    อาจารย์ประกาศโจทย์ข้อสอบแล้วปล่อยให้เราทำ เราไม่อยากหันไปดูคนข้าง ๆ เลย เรานั่งอยู่หหน้าสุดของห้อง คนรอบข้างทั้ง 3 คนคืองานโหดมาก เราโดนรายล้อมด้วยคนโหด 3 คน มันทำให้เราเครียด เครียดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ตอนนั้นคิดถึงพี่เมฆกับพี่อะไหล่จริง ๆ อยากให้พวกเค้ามาอยู่ด้วย แต่นั่นก็แค่ความคิดของเด็กคนนึงที่ทำตัวไม่ถูก ตัวเราตอนนั้นรู้สึกทำอะไรไม่ถูกจริง ๆ แต่ความจริงก็คือความจริง ว่าเราต้องสู้ไปด้วยตัวเราเอง ทุ่มเทมาขนาดนี้จะปล่อยให้พังในวันเดียวไม่ได้ งานเราพลาดนิดหน่อยด้วยความเบลอของเราเอง แต่ก็แก้ไปได้ งานเสร็จ จบงานได้ เราไม่ลืมว่าเราจะต้องมีสมาธิในการสอบ เรากลับไปตั้งสติอีกครั้งและทำมันให้ดี

     

    “ทำสุดความสามารถแล้วแหละ” เราบอกกับตัวเอง

     เสียงอาจารย์บอกหมดเวลาก่อนที่จะเก็บกระดาษไป 

    สัมภาษณ์ตอนบ่ายไม่ได้เครียดอะไรขนาดนั้น เหมือนจะคุยกับอาจารย์แบบปกติมากกว่า เขาก็ถามเรื่องทั่วไป ถามงานเรา idea อะไรแบบนั้น เราก็ตอบไปตามที่เราคิด รู้สึกดีที่อาจารย์เค้าดูสนใจกับ concept ของเราที่คิดมาตั้งนาน  อาจารย์ชอบหนูก็ดีใจค่ะ 555 

    ช่วงเวลารอประกาศผลเป็นช่วงที่หายใจไม่ทั่วท้องเอาเลยจริง ๆ แต่เราทำดีที่สุดแล้ว ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแล้ว ว่าเค้าจะสนใจเรามากพอที่จะรับเราเข้าไปหรือเปล่า ได้แค่ทำใจและภาวนา

     

    ประกาศผลว่าติดคือดีใจมาก มากที่สุด รู้สึกโล่งใจแบบไม่โล่งอะไรไปกว่านี้อีกแล้ว ความพยายามช่วงที่ผ่านมามันแสดงผลให้เราเห็นแล้ว อย่างแรกที่ทำคือส่งไปให้พ่อแม่ดู และโทรไปหาพี่อะไหล่กับพี่เมฆเพื่อขอบคุณเขาจากใจจริง ๆเป็นคนที่ทำให้เราได้มีวันนี้ ได้เรียนในคณะที่ไผ่ฝันไว้ และทุ่มเทมาตลอด ความดีใจและโล่งใจมันเยอะเกินที่บรรยายออกมาเป็นคำพูด มันเป็นความปิติจากการทุ่มเทอย่างหนักมานาน แล้วมันสำเร็จแล้วในวันนี้

     

    จากคนที่ไม่เคยเรียนศิลปะอย่างจริงจังเลย แต่ชอบศิลปะ อยากเข้าคณะเกี่ยวกับศิลปะ

    แล้วมาลงเอยที่มัณฑนศิลป์ – ออกแบบภายใน ที่ต้องใช้ drawing กับการ design และการ paint เพื่อสอบเข้า เราจะไม่มีวันนี้เลย ถ้าไม่มีทุก ๆ คน ขอบคุณทุก ๆ คนที่สอนหนูมา ทั้งครูที่โรงเรียน และส่วนมากก็คือที่ VA ขอบคุณที่ช่วยทำให้หนูผ่านช่วงชีวิตในสายวิทย์ – คณิต ที่ไม่ค่อยลงตัว 

    ในช่วงปีสุดท้ายไปได้ขอบคุณที่ทุ่มเทเวลาและพลังให้กับเด็กคนนี้ ยังจำได้อยู่เลย วันแรกที่เข้าไปในเรียน ยังทำอะไรไม่เป็นเลย ครั้งแรกนะ เดินเข้าไปเห็นพี่ ๆ วาดหุ่นเดวิด เราก็ยืนอึ้ง ไม่คิดว่าอนาคตจะทำได้ แต่หนูก็ได้พี่ ๆ เนี่ยแหละ ช่วยสอนทั้งจนทำได้ ทั้งสิ่งที่ต้องเอาไปสอบ แล้วก็สอนการใช้ชีวิต หนูรู้สึกว่า VA เหมือนบ้านจริง ๆ นะ เหมือนครอบครัว เป็นสถานที่ที่อบอุ่น (ตอนทำพอร์ตนี่อบอุ่นจนเดือดเลย งานเดือด ๆ 5555) 

    “สำหรับหนูแล้ว VA ไม่ใช่ตึกติวที่ติวเด็กเพื่อจะสอบเข้าเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่โรงงานติวเด็ก หนูรู้สึกว่า VA เป็นบ้าน ที่สอนศิลปะ สอนชีวิต สอนการทำงาน แล้วยังทำให้หนูสอบติดคณะที่ไฝ่ฝันได้อีก บ้านหลังนี้สอนเกินสิ่งที่จะเอาไปสอบอย่างเดียวแล้วอะ สอนไปถึงการเอาไปใช้ในชีวิตจริงด้วย สอนชีวิตนี่เอาไปใช้ได้ตลอดไปเลยนะ”

     

    กว่าจะผ่านมาถึงจุด ๆ นี้ก็เหนื่อยมากจริง ๆ และที่เหนื่อยที่สุดก็คือพี่ ๆ ที่สอนเด็กคนนี้ จากวันนั้น ถึงวันนี้ หนูได้อะไรไปเยอะ และก็อยากจะตอบแทน ทำอะไรให้พี่ ๆ บ้างเหมือนกัน
     

    สิ้นสุดทางแห่งม.ปลาย ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก็คงจะเจออะไรอีกเยอะที่ยากและท้าทายกว่านี้ แต่หนูก็พร้อมที่จะสู้ไปกับมัน หนูเลือกแล้ว และจะพยายามทำให้ดี 

    ขอบคุณพี่ ๆ ทุก ๆ คนอีกครั้งนะคะ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มันทำให้หนูมีความสุข ความจริงเรื่องแบบนี้อยากจะพูดต่อหน้ามากกว่า รู้สึกได้ฟีลมากกว่าการเขียน มันเป็น feeling ที่เขียนแล้วอธิบายได้ไม่หมดจริง ๆ จะเป็นช่วงชีวิตที่ไม่ลืมเลย 

    อยากจะบอกอีกหลาย ๆ ครั้ง 

    VA บ้านอีกหลังที่หนูรัก และพี่ ๆ ที่น่ารักทุกคน ที่ทำให้หนูได้มีวันนี้ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ 

     


    เขียนโดย : นางสาว ณัชชา ทรงธัมจิตติ (แพร) – Viridian Academy of Art รุ่น 7

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • การเรียนศิลปะ มีคุณค่าอย่างไร ทำไมต้องเรียนศิลปะ?

    การเรียนศิลปะ มีคุณค่าอย่างไร ทำไมต้องเรียนศิลปะ?

    การเรียนศิลปะ อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายๆคน ในประเทศไทยยังไม่ค่อยรู้ ว่าการถูกวาดนั้นมีคุณค่ามากแค่ไหน คนไทยมักจะมองว่าศิลปะเป็นเรื่องที่ง่าย และ ไม่สำคัญเท่ากับศาสตร์อื่นๆ ซึ่งต่างจากคนที่อยู่ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ และ มีความเข้าใจ ที่ดีว่าการถูกวาดนั้นเป็นเรื่องที่พิเศษมาก

    การเรียนศิลปะ

    คุณค่าของ “การเรียนศิลปะ”

    เมื่อคุณอ่านบทความนี้ จะทำให้เปลี่ยนความคิด เมื่อคุณได้รับภาพวาดไปแล้ว จะทำให้คุณจะดูแลมันเป็นอย่างดี  ไม่เอาไปขยำ หรือ แซวคนวาดด้วยมุกที่ไม่เข้าท่า ไม่ว่าภาพนั้นจะออกมาเหมือน หรือ ไม่เหมือนก็ตาม คนวาดจะเก่ง หรือ ไม่เก่ง ถ้าเขาได้วาดให้คุณแล้ว นั้นแสดงว่า “เขาใส่ใจ

    ผมเข้าใจเรื่องความแตกต่าง ตรงจุดนี้เมื่อนานมาแล้ว มีน้องคนหนึ่งเขาเป็นนางแบบจากรัสเซีย ชื่อ ยูเรีย สวย และ น่ารักมาก ทักมาหาผม และ ขอให้ผมวาดรูปเขา และ เน้นยำกับผมว่าต้องวาดสดเท่านั้น ผมไม่รีรอ เพราะ เขาสวย (แอบหัวเราะในใจ) เขามาหาผมที่โรงเรียน แล้วเราก็เริ่มวาดกัน ผมบอกว่านั่งนานนะ ของเวลาซัก 3 ชั่วโมงเพราะผมไม่เก่ง

     

    ในครั้งนั้น ผมประหลาดใจมาก ยูเรียนั่งยิ้มตลอด3ชั่วโมง โดยที่แววตาเปล่งประกายตลอดเวลา ผมบอกว่าพักยิ้มบ้าง หรือ จะพักเดินบ้างมั้ย เขาบอกว่า “ไม่” เขาดูตื่นเต้นมาก เหมือนตอนเวลาที่สาวไทยเจอกล้องกำลังเล็งไปที่เขา  เขาก็จะสวยขึ้นมาทันที แต่นี่คือ นั่งสามชั่วโมง ต่างจากคนไทยที่เวลาเริ่มวาดแล้วเหี่ยวเฉาลงทุกที ไม่ก็หยิบมือถือมากด หรือ หันไปทำนั่นนู่นนี่ จนทำให้คนวาดเกิดความลำบาก และ หมดอารมณ์ในการวาด

     

    เมื่อผมวาดเสร็จ ผมยอมรับว่ามันไม่เหมือนเท่าไหร่ แต่ผมมีความสุขมาก และ สนุกมากๆ แต่มันหมดเวลาแล้ว และ น้องยูเรียดูจะหมดแรง ภายใต้รอยยิ้มอิ่มเอม ผมเห็นสีของเลือดในหน้าของเขาว่ามันซีดลง ศิลปินทุกคนเห็นแน่นอน คนทั่วไปอาจไม่เห็นว่ามันต่างกัน แล้วน้องหน้าสดมา เขาหมดแรงแล้ว ผมเลยเลิก นั่นคือ ความท้าทายของ การวาดสด มันมีเงื่อนไขของเวลา ผมไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก ที่จะให้ยูเรียดูภาพ แล้วเขาก็วิ่งกระโดดเหย็งๆ มาดูภาพตัวเอง ผมมองหน้าน้อง ที่ดีใจแบบโอ้วว้าวมายก็อด ผมงง ว่ามึงดีใจอะไรมันไม่ได้เพอร์เฟคขนาดนั้น น้องเอาแต่บอกแต้งค์กิ้วๆ อิทบิวตี้ฟูล กุ้มรูปผมไว้ที่หน้าอกแล้วย่อตัว ผมนี่เขิลเลย เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้น คือ ผมส่งภาพให้เขา น้องทำงงครับ ผมบอกว่าไอกีฟยู น้องบอกเรียลลี่ ? “Yes “ผมตอบ มึงประหลาดใจอะไร กูวาดมึงรูปมึงก็ต้องเก็บไว้สิ คือ น้องแค่จะมาเป็นแบบให้เฉยๆ แค่อยากถูกวาด ไม่คิดว่าจะได้รูป แค่อยากได้เห็นรูปตัวเองจากผม ผมนี่ลอยไปในอวกาศเลย ค่าตัวน้องเขา ถ้าจะเอาไปเป็นนางแบบเนี่ยก็เยอะนะ แต่จะมาเป็นแบบให้ผมฟรีเนี่ย มันผิดกันนะ นั่นทำให้ผมเข้าใจว่า เขาเห็นคุณค่ามันมากขนาดไหน

    ความชอบต่อศิลปะ

    ผมชอบวาดคนมาก และ ต้องเจอเรื่องการที่แบบไม่ใส่ใจ ที่จะเป็นแบบที่สวยงาม ผิดกับการเป็นแบบให้ตากล้อง ซึ่งเขาใส่ใจมาก ผมต้องต่อสู้กับตัวเอง และ จำภาพเขาเหล่านั้น ในจินตนาการ และ กำหนดว่าเขางดงามยังไง ซึ่งนั่นมันไม่ใช่เขา ผมวาดคนในหัวผม คุณได้ไปนั่นก็ไม่ใช่คุณจริงๆ ถึงมันจะเหมือนคุณก็เถอะ อย่าได้ภาคภูมิใจว่ารูปภาพแบบนั้นมัน คือ ตัวคุณ มันก็แค่รูปที่สวยๆ หรือ เหมือนเท่านั้น คราวนี้จะเล่าว่ามันต่างกันยังไง

    ความแตกต่างของภาพวาดและภาพถ่าย

    เวลาเราถ่ายรูป ด้วยกล้องมือถือ กดปุ่มทีเดียวแล้วเอากลับไปแต่งภาพในแอป ใช้เวลาไม่กี่นาที ก็ได้รูปออกมาหลายร้อยรูปแล้ว

    จิตรกรวาดรูปเดียว ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเป็นนาที ยิ่งนานยิ่งต้องทุ่มเท ลั่นฝีแปรง หรือ ดินสอไปกี่สโตรก เกินร้อย เขาเพ่งมองคุณนานกว่าแฟนคุณมองตัวคุณเอง เขาต่อสู้กับตัวเองให้เอาชนะความงดงามของตัวคุณให้ได้ เพื่อบันทึกภาพคุณผ่านความรู้สึกของเขาที่เห็นสีหน้าคุณ ร่องรอยรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ลงไปในกระดาษโง่ๆ เศษกระดาษโง่ๆ ที่แวนโก๊ะห์สเก็ตโสเภณีที่ตัวเองรัก ซึ่งมันมีค่าหลายล้าน ไม่ใช่เพราะชื่อของแวนโก๊ะห์ แต่เพราะ งานแวนโก๊ะห์ที่ถึงมันจะไม่เหมือนดังรูปถ่าย แต่มันมีความใส่ใจ ความเป็นตัวตน และ ความรู้สึกของเขาที่แตกต่างกันออกไป

    “ศิลปิน และ จิตรกรจะมีปัญหาเรื่อง ตา และ หลัง จากการวาดรูป เป็นการอุทิศตัวเพื่อให้เกิดภาพที่มีคุณค่า”

    แต่สิ่งที่ผมพบเจอเป็นประจำ คือ การเห็นคนถูกวาดหยิบกระดาษไปพับ ขยำลงไปในกระเป๋า หรือ คำแซวสิ้นคิด ต่างๆนานา หลายครั้งผมเห็นสีหน้าของคนวาดว่ามีอาการแย่มากจากพฤติกรรมเหล่านั้นที่ไม่เห็นคุณค่าจากภาพวาดที่ได้รับ ผมเห็นน้ำตาของเด็กที่กำลังหัดวาด เขาตั้งใจวาดกว่าผมด้วยซ้ำ แค่ฝึกมาไม่พอ บางคนกลับบ้านไปนอนไม่หลับ จะพูดอะไรก็ระวังปากไว้หน่อยครับ มันมีผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่าความไม่รู้อะไรเยอะ

    กระดาษมันอาจไม่มีค่า แต่พอมีรูปที่วาดลงไปแล้ว มันมีค่าเท่ากับความตั้งใจใส่ใจของคนวาด ถ้าไม่เห็นค่าก็คงเป็นคนไร้จิตใจที่อ่อนโยน ไร้จิตวิญญาณมองหาแต่วัตถุทางกาย ขนาดคนยุคหินหรือคนป่ายังวาดรูปบนฝ่าผนังถ้ำให้คุณค่ากับมัน แล้วเราไม่เห็นค่าของศิลปะจรรโลงโลกมันแย่กว่าคำว่า บาบาเรี่ยน อีกนะครับ

    เราเห็นบุคคลสำคัญหลายคนนั้นถูกวาด และ สร้างสรรค์มากมายจากศิลปิน จิตรกร นั่นคือเมื่อเขามีความสำคัญ เขาจึงถูกยกย่องและสรรเสริญด้วยศิลปะ ภาพวาด ภาพถ่าย คนที่ได้ภาพไปไม่ว่าจะฟรีหรือจ่ายเงิน คนนั้นลดคุณค่าของภาพนั้นเองด้วยการมองไม่เห็นคุณค่าของภาพวาดนั้น

    สำหรับคุณค่าของรูปที่วาดน้องยูเรีย แค่น้องมาจุ๊บแก้มผม แล้วดีใจที่ได้รูปไป แค่นี้ผมก็พอใจละครับ

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • ข้อสอบมัณฑนศิลป์ – วิเคราะห์ข้อสอบวาดเส้น

    ข้อสอบมัณฑนศิลป์ – วิเคราะห์ข้อสอบวาดเส้น

    ข้อสอบมัณฑนศิลป์ หรือ สอบวาดเส้นมัณฑนศิลป์ จากหลายๆปีที่ผ่านมา ถ้าเรามานั่งวิเคราะห์ข้อสอบกันดีๆ ทำให้รู้ว่า ทางคณะกรรมการ ข้อสอบวาดเส้น จะออกข้อสอบว่าเพื่อ วัดความเข้าใจในการวาดเส้นทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสอบ 3-5 ปีหลังมานี้ เพื่อเป็นสิ่งที่คัดกรอง สำหรับคัดเลือกเพื่อรับคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ ให้สอบผ่าน และ ได้คะแนนดีๆ ทั้งนั้นครับ นั้นทำให้เราจำเป็นที่จะต้องรู้ เพื่อใช้ในการทำข้อสอบวาดเส้น

     

    ฝึกฝีมือเพื่อข้อสอบวาดเส้น

    “น้องๆคนไหน ที่ตั้งใจอยากเข้าคณะมัณฑนศิลป์ ควรฝึกฝนวาดเส้นในแบบที่เข้าใจมันแบบรอบด้าน” ยกตัวอย่างเช่น การวาดเส้นภาพมือ น้องไม่ควรฝึกมันแค่มุมเดียวหรือจำมาวาดนะครับ

    ข้อสอบมัณฑนศิลป์

     

    น้องหลายคนทำข้อสอบปี 2558 ไม่ได้เพราะฝึกมาแค่ด้านข้าง แต่โจทย์บังคับท่าและมุมด้าน 45องศามาให้ ใครทำผิดไปจากที่โจทย์กำหนด “ถึงจะวาดได้ดีและเก่งแค่ไหน ก็โดนตัดคะแนนไปเยอะมากนะครับ”

     

    ทำอย่างไรถึงจะได้คะแนน “ข้อสอบมัณฑนศิลป์” ดี ?

    จากคะแนนของ น้องที่ V.A.A. ที่ผ่านมา ทั้งหมด 18 คน

    • สอบผ่าน ข้อสอบวาดเส้นมัณฑนศิลป์ ทุกคน
    • มีทั้งคนที่เก่ง มีฝีมืออยู่แล้ว และ คนที่เพิ่งเริ่มฝึกฝน
    • ที่สำคัญคือ น้องคนที่ได้คะแนนสูง กลับเป็นคนที่ทำตรงโจทย์โดยไม่เปลี่ยนแปลงโจทย์ แม้ “คนที่ทักษะไม่สูงแต่มีความเข้าใจก็สามารถทำคะแนนให้สูงได้เช่นกัน” กลับกันกับคนที่เก่งแต่ผิดโจทย์ ก็โดนตัดคะแนนตามความเหมาะสม ซึ่งจะได้คะแนนน้อยกว่า

    การตีโจทย์ให้ออก นับเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ควรต้องมี เพราะว่า หากตีโจทย์พลาดนั้นเท่ากับว่า “ทำข้อสอบผิด” ถึงงานจะสวยแค่ไหน แต่ผิดก็คือผิด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องตีโจทย์ให้ถูกต้อง และในทุกๆ ปี ที่ออกข้อสอบเป็น สิ่งของใกล้ตัว ก็จะมีคนที่เอาสิ่งของมาถือ และ วาด มือถือสิ่งของ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดขั้นร้ายแรงมากครับ เราต้องเข้าใจกันใหม่ว่า “ข้อสอบวาดเส้นมัณฑศิลป์ ไม่ใช่การวาดมือ” นะครับ

    (รูปมือ)

     

    อย่างปี 2557 ที่ผ่านมา ที่มีระยะเวลาการฝึกที่นานกว่าปีอื่นๆ เนื่องจากวันสอบช้ากว่าปีอื่นๆ ถึงหลายเดือน ทุกคนเก็งโจทย์ไว้ว่าจะต้องยาก จึงมักที่จะฝึกซ้อมการวาดมือ และ ภาพหน้าคนเป็นหลัก แต่ข้อสอบกลับออกมาโดยกลับสู่พื้นฐานการวาดเส้น โจทย์คือ กระดาษและถุงขนม (ฟรอยด์) น้องคนไหนฝึกฝนมาแบบข้ามพื้นฐาน ก็จะทำโจทย์ได้ไม่ดี ส่วนคนที่เตรียมตัวมาตั้งแต่พื้นฐานมาก่อนก็จะง่ายครับ

    (รูปกระดาษและถุงขนม)

     

    เราต้องเข้าใจกันใหม่ว่า “งานศิลปะและงานออกแบบ ไม่มีทางลัด ถ้าคุณลัด คุณจะสูญเสียทักษะพื้นฐานและมีผลในอนาคตของการทำงาน ไม่มีทางลัด มีแต่ฝึกฝนเพื่อไต่ระดับขึ้นไปทีละขั้น

    (รูปคำคมข้างบน)

    เรียนวาดเส้นกับเราดีอย่างไร ?

    หลักสูตรของเราพัฒนาตลอดทุกปี เน้นความเข้าใจมากกว่าการจำ ถึงจะยาก และ ใช้เวลามากกว่า อีกทั้งยังต้องจำไปสักหน่อย แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริงๆ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม ทุกคนจะทำตามโจทย์ได้ และ ยังมีการคัดกรองผู้สอนที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีความมุ่งมั่นกับน้องทุกๆคน

    ที่สำคัญคือ จุดมุ่งหมายของเรา คือ “ต้องการให้นักเรียนได้รับความเข้าใจการวาดเส้นให้ดีพอที่จะสามารถนำไปใช้ต่อยอดสู่งานออกแบบในสาขาต่างๆได้

     

    ฝากถึงน้องๆ

    สุดท้ายฝากถึง น้องๆ ที่กำลังสนใจ และ กำลังฝึกฝนอยู่ เพื่อสอบเข้ามัณฑนศิลป์ ศิลปากร หรือ คณะมัณฑนศิลป์ สาขา ออกแบบภายใน ให้น้องๆ ฝึกฝนทุกๆวัน พกสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กๆติดตัวตลอด ว่างเมื่อไหร่หยิบมาวาดเล่น วาดแก้วกาแฟ วาดหน้าเพื่อน วาดต้นไม้ วาดหน้าอาจารย์สอนภาษาไทย (อาจารย์คนอื่นก็วาดได้) ทำมันจนเป็นกิจวัตร จะช่วยให้เราเกิดความคล่องตัว และ จะเข้าใจ หรือ ตอบสนองการเรียนวาดเส้นและการออกแบบได้รวดเร็ว เพราะ ประสาทสัมผัส ตา สมอง และ มือ มันต่อตรงกัน เราจะได้ไม่ต้องบังคับ หรือ ฝืนสั่งการณ์มือของเรา เราจะวาดมันออกมาแบบอัตโนมัติ เหมือนตอนแปรงฟัน กินข้าว และ เดิน

    ที่สำคัญคือ ฝึกวาดทุกอย่าง และ ทุกด้าน

    “ขอให้ทุกคนตั้งใจทำในสิ่งที่ใจรักนะครับ”

     

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไม่ เงินดีรึเปล่า

    เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไม่ เงินดีรึเปล่า

    เรียนสถาปัตย์จบมามีงานทำหรือ? คำถามนี้เป็นคำถามเก่าแก่มากกกก…ตั้งแต่สมัยพี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ (พี่สอบ ปี2542 ปีนี้ 2563 ก็ 21 ปีที่แล้ว 5555) เลยต้องเท้าความกันยาวเลยครับ ตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540วิกฤตินี้แหละเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครับ ก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู สถาปนิกเป็นอาชีพที่ผลตอบแทนสูงมาก มันเกิดขึ้นจากการก่อสร้างในประเทศที่ขยายตัวแบบสุดๆ ช่วงนั้นสถาปนิกเป็นอาชีพที่หล่อและรวยมากจริงๆ คุณภาพชีวิตดี life style สวยหรู แต่เนื่องจากงานของเรามันดันพ่วงไปกับภาคอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง ซึ่งแสนจะอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจเหลือเกิน พอวิกฤติเศรษฐกิจเกิดปุ๊บ งานของเราก็ดิ่งลงเหวปั๊บ พูดได้ว่าตกงานกันเป็นเละเทะพวกแรกเลย สภาพนี่คือ เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังได้เลยจริงๆ และยังลำบากกันยาวมาอีกหลายปีหลังจากนั้น ทำให้การรับรู้ของคนทั่วๆไปในรุ่นนั้นก็จะมองว่า “เป็นสถาปนิกไส้แห้ง!!!” ตกที่นั่งเดียวกับคนเรียนศิลปะ ที่ถูกเรียกว่าศิลปินไส้แห้ง แต่ก็แปลกนะครับ ด้วยความที่ว่าใจรัก หรือบ้าระห่ำ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมพี่ก็ยังเลือกที่จะ เรียนสถาปัตย์ อยู่ดี

    เรียนสถาปัตย์ จบมามีงานทำหรือไหม?

    เรียนสถาปัตย์

    จากเหตุการณ์ในอดีตที่ว่ามา น่าจะทำให้เกิดภาพจำ ติดอยู่ในใจคนรุ่นเก่าจำนวนมากพอสมควร จากการได้พูดคุยกับผู้ปกครองจำนวนมาก ประมาณ 50% จะถามคำถามนี้ ว่า “จบมามีงานทำรึเปล่า” “รายได้เป็นยังไง” “มั่นคงไหม” จริงๆแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมากครับ เพราะปัจจุบัน รายได้และความมั่นคงมันเกี่ยวกับปัจจัยหลายอย่างมาก ที่นอกเหนือจากการเรียนจบคณะอะไร อย่างถ้าเป็นสมัยก่อน มันก็จริงที่คนเรียนหมอ เรียนวิศวะ จะมั่นคงกว่า รายได้สูงกว่าสถาปัตย์ เพราะ หมอกับวิศวะเป็นวิชาชีพที่จำเป็น ไม่ว่าโลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น ยังไงก็ยังมีความต้องการหมอกับวิศวะอยู่ดี

    ในปัจจุบันนี้

    ระบบทุนนิยมได้ทำให้โลกเราเกิดการแข่งขันทางธุรกิจเรื่อยมา จนทุกวันนี้ได้มาถึงจุดที่ design กลายเป็นสิ่งจำเป็นเทียบเท่ากับเรื่องสุขภาพ และวิศวกรรม มาตรฐานคุณภาพชีวิตโดยรวมสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

    • การกินอยู่
    • ท่องเที่ยว
    • เสื้อผ้า
    • หน้า ผม จำเป็นต้องดูดี design

    ความสำคัญของสถาปนิก และนักออกแบบสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนไม่ได้ด้อยไปกว่า หมอหรือวิศวะแบบที่เคยเป็นเมื่อนานมาแล้วอีกต่อไป เรื่องความมั่นคงในปัจจุบัน งานสถาปัตย์ และงาน design อื่นๆ เป็นงานที่ค่อนข้างมั่นคงมาก  มีงานมากมายให้ทำตลอดเวลา เรียกได้ว่า ถ้าเก่งพอสมควร และเป็นคนที่ attitude ดี พูดรู้เรื่อง ก็หางานได้ไม่ยาก สามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงาน แบบมีรายได้พอสมควร แม้นายได้เริ่มต้นจะไม่ได้มากมาย หรูหรา เท่ากับหมอหรือวิศวะ แต่ก็มีข้อได้เปรียบคือสามารถรับงานส่วนตัวทำนอกเวลาได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน (จริงๆถ้าขยันมาก ก็เริ่มรับงานได้ตั้งแต่ตอนเรียน) โดยเริ่มจากเป็นลูกมือในทีมของสถาปนิกรุ่นใหญ่ แล้วค่อยๆไต่ไปรับงานเองเมื่อพร้อม งานอาจจะเหนื่อยกว่า กินเวลาชีวิตมากกว่าอาชีพอื่น แต่แลกมาด้วยรายได้จำนวนค่อนข้างมาก และการพัฒนาความสามารถได้อย่างก้าวกระโดด

    เรียนให้จบนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

    ไม่ใช่ว่า คนที่เรียนสถาปัตย์มาทุกคนจะได้งานดี รายได้ดี มีอนาคตสดใสไปซะทุกคน มันยังขึ้นอยู่กับอีกหลายๆปัจจัย โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงในสมัยนี้ คุณภาพของผลงานdesign ของแต่ละคนมีผลอย่างมาก แม้จะไม่ได้เกรดสวยงาม

    • แต่ตัวผลงานโดดเด่น น่าสนใจ
    • ยิ่งถ้ามีการรับงาน job ช่วยออกแบบงานของจริงกับอาจารย์หรือรุ่นพี่
    • การส่งงานออกแบบเข้าประกวด แม้ว่าจะไม่ได้ชนะ หรือได้รางวัล แต่ถ้างานแสดงถึงความสามารถ เอกลักษณ์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราดูดี น่าสนใจกว่าเกรดสวยๆ หรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับ1เหรียญทองมากๆ

    ในปัจจุบันต้องมีอย่างอื่นควบคู่กันไปกับการเรียน

    กลายเป็นว่าปัจจุบัน การสอบให้ติดที่ดีๆแล้วเรียนให้จบนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เนื่องสายงาน design ต่างจากอาชีพอื่น ตรงที่มันมีตัวผลงานของเราเป็นตัวบอกว่าความสามารถเรามีแค่ไหนอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับหมอ หรือวิศวกร หรืออาชีพอื่น เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง ในช่วงเริ่มต้นทำงาน สายอาชีพอื่นจึงต้องใช้เกรด และสถาบันที่เรียนจบมาเป็นตัววัดความสามารถ

    • สำหรับคนเรียนสายdesign หากต้องการประสบความสำเร็จมีงานที่ดีและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
    • ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่าแค่เรียนตามหลักสูตร
    • การรับ job การส่งงานประกวดแบบ
    • การทำกิจกรรมออกค่ายอาสา ทำละคร และอื่นๆ
    • การฝึกฝนเพิ่มความสามารถ เป็นการสร้าง connection ฝึกการทำงานเป็นทีม เป็นการสร้างผลงานไปพร้อมๆกันทีเดียว
    • สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของคนเรียนสาย design หลังจากเรียนจบไปแล้ว ว่าจะไปต่อได้ดีหรือไม่ดี มากกว่าผลการเรียนมาก

    สุดท้ายขอฝากน้องๆที่อยาก เรียนสถาปัตย์

    อย่ามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียน อย่าสนใจแต่เกรดอย่างเดียว ความสามารถที่แท้จริงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเสมอ ไม่ใช่แค่ตอนเรียนจบ แม้แต่ตอนสอบเข้าในตอนนี้ มหาวิทยาลัยก็ให้ความสำคัญกับผลงานจริงมากกว่าเกรดแล้วนะครับ คณะสถาปัตย์ และคณะ design ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ admission รอบส่ง portfolio มากขึ้น จะเห็นว่าการรับเข้าจากรอบ portfolio มีจำนวนมากกว่าการรับเข้าจากการสอบ ดังนั้นใครที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมาทางสถาปัตย์แล้ว พี่แนะนำให้แบ่งเวลาอย่างเพียงพอให้กับการฝึกฝนทักษะ, เรียนรู้องค์ความรู้ และจริงจังกับการสร้างผลงานที่แสดงความสามารถในการวาดและการออกแบบให้มากครับ

     

    สามารถติดตาม viridian academy of art และ ช่องทางต่างๆได้ดังนี้

    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

  • ออกแบบแฟชั่น – มุมมองต่อการออกแบบแฟชั่น

    ออกแบบแฟชั่น – มุมมองต่อการออกแบบแฟชั่น

    การเห็นแฟชั่นภายนอกอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัวเป็นเรื่องฉาบฉวย หรือ เสื้อผ้าที่ออกแบบมาแพทเทิลแปลกตาก็ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว หรือ เป็นแค่ความสวยงานเพียงอย่างเดียว นั้นอาจจะเป็นการตัดสิน การ ออกแบบแฟชั่น ไปโดยที่ไม่ได้มองให้ครบองค์ประกอบเสียก่อน โดยที่วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองต่างๆของ การออกแบบแฟชั่น และ เตรียมตัวเข้าเรียนออกแบบแฟชั่น ต้องทำเตรียมตัวอย่างไร

    จริงๆแล้ว แฟชั่นอยู่รอบตัวเรา คนที่บอกว่าไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจ อาจจะไม่รู้ว่าความจริงความเป็นแฟชั่นนั้นซ่อนอยู่ในตัวตนของแต่ละบุคคลแล้วแต่ละบุคลิกคนแต่ละคนด้วย แฟชั่นจึงสามารถบอกตัวตนผ่านเครื่องแต่งกาย ที่แต่ละคนจะถ่ายทอดออกมา และ เกิดเป็นสไตล์ที่หลากหลาย เกิดเป็นยุคหลายๆยุค และเเต่ละยุคก็มีความน่าสนใจ ในเรื่องราวบริบทรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่แต่ละคนเจอ สิ่งที่โดนปลูกฝังมา รวมกระทั้งการใช้ชีวิต การปรับตัวทำให้เครื่องแต่งกายมีความหลากหลายและเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกต่างๆการหยิบเสื้อผ้าสักชิ้นในแต่ละวันเราทุกคนก็ต้องนึกถึงสถานที่ ที่จะไป หรือ อาจจะเลือกเพราะสีเสื้อผ้าที่เสริมดวงของวัน ก็ทำให้เพิ่มความสนุกในการจะหยิบจับเสื้อผ้ามามิกซ์แอนท์แมทให้เข้ากัน 

    มุมมองต่อการ ออกแบบแฟชั่น และ เตรียมตัวเข้าเรียน ออกแบบแฟชั่น

    ความเป็นแฟชั่นนั้นไม่ใช่เพียงแค่อยู่บนรันเวย์ แต่อยู่ในทุกๆวัน” ถ้าความฮิตเกิดจากการใช้ชีวิตของคน คนนึงที่เกิดจาการดีไซน์จาก เสื้อผ้า หมวก ของรอบตัวของคนนั้นๆ เพื่อเกิดเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต ก็อาจจะทำให้คนรอบข้าง ที่ใช้ชีวิตคล้ายกันทำตาม เกิดเป็นความนิยมจนอาจจะถูกนำไปเป็นแฟชั่นก็ได้

     

    การเตรียมตัวเข้าเรียน “ออกแบบแฟชั่น”

    มุมมองต่อการ ออกแบบแฟชั่น และ เตรียมตัวเข้าเรียนออกแบบแฟชั่น

     

    เรื่องของรสนิยมนั้นมีความหลากหลาย การศึกษาหรือหาตัวตนก่อนเข้ามาเรียนจึงสำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่จะเกิดจากที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกดีไซน์ให้สวยขึ้นกับสิ่งที่โดนจับยัดไม่ได้ดีไซน์ที่เป็นความสวยงามแบบผิดๆ

    การดูงานหรือเข้าใจในตัวงานของศิลปิน / ดีไซน์เนอร์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะก้าวเข้าไปเรียน สาเหตุในการทำงานของนักเรียนส่วนใหญ่ เกิดจากการทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจ,ไม่ชัดเจน นำมาใช้ดีไซน์โดยที่เห็นแค่เปลือก ทำให้เป็นจุดบกพร่องในการต่อยอดและสิ่งที่จะสื่อสารออกมาเป็นผลงาน 

    การเข้าใจและการศึกษาที่มาของดีไซน์เนอร์ในแต่ละแบรนด์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะกลับมาเห็นตัวเองและทบทวนบางสิ่งบางอย่าง วิเคราะห์ เข้าใจในตัวเอง แล้วค่อยมาออกแบบสร้างผลงานในแบบที่เป็นตัวเอง

    ทัศนะคติต่างๆ ที่เราเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น อาจจะเป็นเพียงสิ่งที่เรามองมันอย่างผิวเผิน ซึ่งทำให้เราพลาดสิ่งที่งดงาม หรือ การพิจารณาต่างๆได้อย่างถ้วนถี่ และ หากสนใจที่จะศึกษา หรือ เตรียมความพร้อมสู่การเข้าเรียนออกแบบแฟชั่น

     


    สามารถติดตาม viridian academy of art ช่องทางต่างๆได้ดังนี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • ออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร

    ออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร

    ใครเหมาะกับการเรียนออกแบบภายใน

    งาน ออกแบบภายใน มีส่วนคล้ายคลึงกับงานสถาปัตยกรรมพอสมควร งานสถาปัตย์จะเน้นที่การออกแบบภาพรวม แต่ ออกแบบภายใน จะเน้นการคิดลงรายละเอียดแยกเป็นส่วนๆตามพื้นที่ใช้งานที่ต่างกัน จึงต้องสามารถจินตนาการเห็นภาพได้ละเอียดและชัดเจนกว่า ตัวงานใกล้ชิดกับผู้ใช้อาคาร และ ส่งผลต่อความรู้สึก และ พฤติกรรมโดยตรง ผ่านวัสดุ ระนาบ พื้น ผนัง เพดาน แสง ที่มองเห็นและจับต้องได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แวดล้อมตัวผู้ใช้พื้นที่อาคาร นอกจากนี้ นัก ออกแบบภายใน ยังต้องคิดถึงการจัดวางและรูปแบบของ furniture มีผลต่อท่าทาง และ พฤติกรรม การยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดทิศทางการมอง การปฎิสัมพันธ์ ระหว่างคนกับคน และ คนกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง

    ออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร

    การออกแบบภายในเป็นการทำงานเกี่ยวข้องกับการรับรู้และพฤติกรรมของคนโดยตรง จึงใช้ความรู้สึก และใช้ศิลปะ มีการเน้นให้คุณค่าทางจิตใจซึ่งบ่อยครั้งก็อยู่นอกเหนือความเป็นเหตุเป็นผล นักออกแบบภายในต้องทำงานใช้เวลาใกล้ชิด เพื่อที่จะเข้าใจผู้ใช้อาคารโดยใช้ความรู้สึกรับรู้มากกว่าการใช้หลักการ และ เหตุผล นอกจากนี้ รสนิยม และ การมี life style ที่ดี มีความสำคัญและมีผลต่อการทำงานของนักออกแบบภายในมากกว่าสถาปนิก และ trend หรือกระแสความนิยมในแต่ละช่วงเวลาจะมีผลต่องานออกแบบค่อนข้างมาก นักออกแบบภายในจึงจำเป็นต้องรู้ว่าช่วงนี้มีร้านอะไร ที่เที่ยวที่ไหนที่ออกแบบดีๆ ต้องออกไปดู ไปกินไปเที่ยว เพื่อที่จะได้คุยกับลูกค้ารู้เรื่อง และ เพื่อนำมาใช้เป็น inspiration ในงานออกแบบของตัวเองได้ออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร

    เนื่องจากเป็นงานออกแบบภายใน เป็นงานในสายการก่อสร้าง ท้กษะทางอารมณ์ หรือ SOFT SKILL นั่นคือความสามารถในการจัดการ การวางแผน การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงยังมีความสำคัญเช่นเดียวกับสถาปนิก เนื่องจากต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนจำนวนมาก ทั้งสถาปนิกในทีม ลูกค้า วิศวกรระบบอาคาร ผู้รับเหมา ผู้ค้าวัสดุ สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ผ้าม่าน พรม เฟอร์นิเจอร์ และ อื่นๆ นักออกแบบภายในเป็นผู้จบงาน เป็นคนตัดสินใจทุกจุด ต้องเลือกของทุกชิ้นที่สามารถเห็นได้ด้วยตา จับได้ด้วยมือ สำหรับงานประเภทที่พักอาศัยต้องเผชิญกับความจุกจิกของรายละเอียดจำนวนมาก และความไม่แน่นอนของลูกค้าซึ่งมักจะมีความลังเล พร้อมที่จะเปลี่ยน design ของเราได้ตลอดจนถึงวันที่สร้างเสร็จ ส่วนงานอาคารเชิงพาณิชย์ ประเภทร้านค้าร้านอาคาร ห้างต่างๆ ต้องเจอกับความกดดันจากการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา ไม่สมดุลกับปริมาณงานที่และสิ่งที่ต้องตัดสินใจมากมาย เนื่องจากโครงการประเภทนี้มักจะกำหนดวันที่ต้องเปิดใช้อาคารสถานที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากงานก่อสร้างล่าช้าหรือมีปัญหาจากผู้ออกแบบ ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ได้ประสบพบเจอโดยตรงตอนเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเรียนจบไปทำงานจริงแล้วไม่มีทางเลี่ยงได้

     

    หลังจากออกแบบเสร็จเริ่มเข้างานช่วงก่อสร้างต้องออกไปตรวจหน้างานก่อสร้าง เหมือนกับสถาปนิกแต่ต้องเข้าตรวจหน้างานถี่กว่า เนื่องจากตัวงานมีความละเอียดมากกว่า ทำให้การตรวจงานต้องดูเอาใจใส่ ละเอียดรอบคอบมากกว่าไปด้วย

     

    เรียนจบออกแบบภายในทำงานอะไรได้บ้าง

    1. งานหลักก็คือสายออกแบบภายใน เป็นมัณฑนากร หรือนักออกแบบภายใน แต่ก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ  ที่เรียนมาจนจบมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเป็นเพียงความรู้พื้นฐาน เบื้องต้นมากๆ ประมาณ 1 ใน 50 ส่วนขอความรู้ที่ใช้ทำงานจริง ท่านจะต้องเรียนรู้วิธีทำงานจริงๆโดยต้องทำงานเป็นผู้ช่วยพี่ๆ นักออกแบบรุ่นโตในสำนักงานออกแบบอีกประมาณ 3-5 ปี จึงจะมีความรู้เพียงพอที่จะสามารถทำงานออกแบบได้เอง หลังจากนั้นจึงจะเลือกวิถีทางของตัวเองต่อไปว่าจะเน้นทำงานในแนวทางไหน จะอยู่กับสำนักงานขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือเลือกที่จะเปิดสำนักงานของตัวเอง
    2. สายเฉพาะทาง บางคนทำงานไปเรื่อยๆแล้วเริ่มอินกับบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษ เช่น ชอบการออกแบบไฟแสงสว่างก็ผันตัวเองไปเป็น lighting designer ได้ บางคนชอบการออกแบบ furniture ชอบเลือกชอบคิดลายผ้า หรืองานจักสาน อาจจะออกแบบผ้าสำหรับหุ้ม furniture หรือ ทำผ้าม่าน หรือ พรมได้ ซึ่งในงานออกแบบภายในนั้นมีองค์ประกอบมากมายที่นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่พิเศษ ตามความสนใจของแต่ละคนออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร - สายเฉพาะทาง
    3. สายอาจารย์มหาวิทยาลัย สำหรับคนสนใจเบนเข็มมาทางสายวิชาการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และ ถ่ายทอดความรู้ต่อ ต้องเรียนต่อ ป.โท ไปจนถึง ป.เอก
    4. สายค้าขาย หลายคนทำงานออกแบบไปซักพักแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่ได้ผิดอะไร ยังมีงานสายการขาย เป็นเซลล์ หรือ designner ขายวัสดุ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งภายใน หรือเทคโนโลยีอาคาร เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โคมไฟ ชุดครัว หรือจัดหางานศิลปะสำหรับตกแต่งอาคาร ซึ่งการเลือกซื้อหาของสวยงามเหล่านี้มักเป็นงานที่สนุก และโดยมากจะทำรายได้ได้ดีกว่าเป็นนักออกแบบออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร - สายค้าขาย
    5. สายผู้รับเหมางานตกแต่งภายใน เนื่องจากผู้รับเหมาที่ทำงานดีมีฝีมือมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นักออกแบบมักจะประสบปัญหาผู้รับเหมาทำงานไม่ได้ดั่งใจอยู่เสมอ หลายคนรำคาญเรื่องเหล่านี้ หรือ อาจจะเห็นช่องว่างทางธุรกิจ จึงผันตัวเองมาทำงานรับเหมาก็มีจำนวนไม่น้อยออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร - สายผู้รับเหมางานตกแต่งภายใน
    6. สายออกแบบข้ามสาย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อทำงานไปซักพักจะมีบางคนที่เริ่มทำงานข้ามสาย เช่น นักออกแบบภายในทำงานสถาปัตย์ หรือ ทำงาน Graphic designer หรือ fashion designer ก็มีให้เห็นได้บ่อยๆ เนื่องจากการออกแบบทุกสาขามีพื้นฐาน และ จุดมุ่งหมายเดียวกันคือการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าเหนือสิ่งธรรมดาสามัญ แล้วจึงแสดงออกมาเป็นสิ่งต่างๆในรูปแบบต่างๆกัน แยกออกเป็นสาขาต่างๆ
    7. สายธุรกิจ เนื่องจากนักออกแบบภายใน และ ต้องมี sense ในการแก้ปัญหา การจัดการ และยังมีความสามารถในการเป็นผู้นำทีม จึงไม่แปลกหากจะมีบางคนใช้สิ่งที่เรียนรู้ฝึกหัดเหล่านี้มาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายในการสร้างงานที่ดี ตอบสนองคุณค่าทางใจ มาเป็นการตอบสนองทางธุรกิจ ซึ่งมักจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งสวยงามและการพักผ่อนหย่อนใจ เช่นโรงแรม รีสอร์ท หรือ ร้านอาหาร บาร์ และ อื่นๆ
    8. สายศิลปะ งานออกแบบภายในเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับการรับรู้และประสบการณ์ของคนในแง่มุมต่างๆโดยตรง ยิ่งเป็นงานออกแบบภายใน บางครั้งต้องหาของตกแต่ง ซึ่งบ่อยครั้งเป็นงานศิลปะ ทั้ง painting และ sculpture หลากหลายขนาด และ รูปแบบ บางครั้งตัวงานศิลปะต้องทำหน้าที่เป็นจุดเด่นของการออกแบบทั้งงาน ผู้ออกแบบอาจต้องคุยกับตัวศิลปินโดยตรงเพื่อให้เข้าใจว่าเจ้าของงต้องการอะไร ก่อนที่จะเริ่มผลิตชิ้นงาน สำหรับนักออกแบบบางคนยังรู้สึกว่าอยากสร้างชิ้นงานเองก็ผันตัวเองไปเป็นนักออกแบบที่คิด ออกแบบ และ สั่งทำตามแบบที่ตัวเองต้องการ ก็กลายเป็นศิลปินเต็มตัวไปก็มี จริงๆก็มีน้องๆหลายคนที่ชอบวาดรูป ชอบทำงานศิลปะ แต่เลือกเรียนสถาปัตย์ หรือ ออกแบบภายในด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพ หรือ อิทธิพลจากคนในครอบครัว แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็หนีตัวตนของตัวเองไม่พ้น ก็ย้อนกลับมาทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง

    ออกแบบภายใน เหมาะกับใคร และ จบมาทำงานอะไร - สายศิลปะ

    สรุป
    คนเรียน ออกแบบภายใน สามารถทำงานได้หลายอย่าง คล้ายๆสถาปนิก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบที่ได้ปฎิสัมพันธ์กับลูกค้ามาก  โดยมีข้อได้เปรียบคนที่เรียนจบสายอื่นอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องรสนิยม และ ความละเอียดอ่อน และ ในสายงานเองก็มีงานที่เกี่ยวข้องหลายงาน ฉะนั้นหากใครที่ได้เข้าไปเรียนแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเรา หรือ อาจจะทำงานออกแบบได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ก็ขอว่า อย่าเพิ่งใจเสีย อย่าจมกับความรู้สึกไม่ดี หรือเครียดมากเกินไป ลองพยายามเรียนรู้เรื่องต่างๆแล้วหาทางประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนมาในด้านอื่นๆ มีคนที่เรียนจบออกแบบภายในจำนวนมากที่ไม่ได้ทำงานออกแบบแล้วก็ยังสามารถประสบความสำเร็จ ขอให้เปิดใจให้กว้างๆ และ สนุกกับการใช้ชีวิต จะทำให้เราเห็นโอกาสดีๆที่เข้ามา

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง