Blog

  • ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    ติว สถาปัตย์ มีอะไรบ้างนอกจาก Pat 4 ?

    นักเรียนที่สนใจว่าการเตรียมตัวที่จะ “ติว สถาปัตย์” เพื่อเข้าคณะสถาปัตยกรรมนั้น นอกจากที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วว่าต้องมีการสอบ “Pat 4″  และ นอกเหนือจากนั้นละว่ามีการสอบอะไรบ้างทั้ง รับตรง สอบตรง และ แอดมิดชั่น ซึ่งการเตรียมตัวที่จะเข้ามหาลัยวิทยาลัย “คณะสถาปัตยกรรม” นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดแต่อาจจะต้องมีการเตรียมความที่ดี บวกกับ การวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ไปดูรายละเอียดที่จำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อ “ติว สถาปัตย์” ได้เลย

    การเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม

    ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการสอบเข้าคณะสถาปัตย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ สถาปัตยกรรมหลัก, ออกแบบภายใน, ภูมิสถาปัตย์, สถาปัตยกรรมไทย และออกแบบผังเมืองเท่านั้น เนื่องจากสาขาหลักเหล่านี้มีเงื่อนไขการรับเข้าเรียนในแต่ละสถาบันไม่ต่างกันมากนัก ในส่วนคะแนนของวิชาสามัญและวิชาการอื่นๆ อาจจะต้องเช็ครายละเอียดของแต่ละสถาบันดูเป็นรายปี เนื่องจากแต่ละสถาบันก็มีเงื่อนไขต่างกันไป รายละเอียดต่างๆก็เปลี่ยนไปแทบทุกปี แต่ในส่วนวิชาเฉพาะแต่ละสถาบันนั้นคล้ายคลึงกัน วิชาเฉพาะที่ใช้สมัครเข้าเรียนจะอยู่ในรูปแบบที่ต่างกัน 3 รูปแบบคือ

    1. สอบวิชา PAT 4 เพื่อใช้ยื่นคะแนน
    2. การสอบตรงวิชาเฉพาะความถนัดทางสถาปัตยกรรม แยกสอบแต่ละสถาบัน
    3. Portfolio เพื่อยื่นสมัครเข้าคัดเลือก

     

    เค้าสอบอะไรกัน

    เนื่องจากการทำงานสถาปัตย์ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่หลากหลายรวมกัน สิ่งเหล่านี้จึงปรากฏให้เห็นในการสอบ ซึ่งประกอบด้วยหมวดต่างๆที่มากมายหลากหลายข้อ ต่างจากคณะออกแบบอื่นๆ ที่หลักๆจะเป็นข้อสอบวาดเส้น 1 งาน และวิชาออกแบบตามสาขาของตัวเองอีก 1 งาน ข้อสอบ PAT 4 กับข้อสอบสอบตรงจะมีความคล้ายคลึงกัน แบ่งเป็นหมวดๆได้ดังนี้

    1. ข้อสอบปรนัย หรือแบบเลือก choice กขคง (วัดความรู้)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ ปรนัย
      แบ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไป เช่น สถาปนิกหรืองานสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่ควรรู้จัก หลักความรู้ “เรื่องลม , เรื่องแดด ,  ความร้อน ,  เสียง” การจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่สัมพันธ์กัน กฎหมายอาคาร หลักการประหยัดพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย หลักการรับแรง (ฟิสิกส์) และที่ออกเยอะใน PAT 4 ถึง 30% ของ choice ทั้งหมดคือเรื่องมิติสัมพันธ์ การหาความเชื่อมโยงระหว่างภาพเรขาคณิต ลักษณะคล้ายๆข้อสอบวัด IQ โดยโจทย์ให้รูปมา 4-9 รูปโดยเว้นไว้รูปหนึ่ง ถามว่ารูปที่เว้นไว้คือรูปไหน ในส่วนนี้ต้องหาข้อสอบฝึกทำ และหากมีคนที่สามารถแนะนำวิธีการมองให้ออกได้ จะสามารถเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก ส่วนความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทั่วไปสามารถหาอ่านได้จากหนังสือติวสถาปัตย์ที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีอยู่หลายเล่ม แต่ก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเนื้อหาไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่ละเล่มแต่ละสำนักบางเรื่องก็ขัดแย้งกัน ทางที่ดีควรเทียบเคียงกันหลายเล่ม และหาที่ติวที่สามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องได้จะดีกว่า

     

    1. ข้อสอบ Isometric (วัดความเข้าใจมิติสัมพันธ์ 2D-3D และแสงเงา)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Isometric

      มีทั้งข้อสอบแบบเป็น choice ให้เลือกรูปที่ถูก และแบบที่ให้เราวาดขึ้นมาซึ่งเป็นข้อใหญ่ คะแนนเยอะ ปกติแล้วโจทย์จะให้รูป 2มิติ ด้านต่างๆประมาณ 2-3 ด้านให้เราวาดเป็นรูปทรง 3 มิติในรูปแบบที่มองเฉียงๆ จากบนลงล่างที่เรียกว่า Isometric ข้อสอบช่วงหลังๆจะให้เราวาดเงาที่เกิดขึ้นจากแสงที่ส่องผ่านวัตถุตัวนี้ด้วย การหาพื้นที่ที่เป็นเงานี้มีหลักการที่ถูกต้องซึ่งมีความยากพอสมควรทีเดียว ตัววัตถุที่โจทย์ให้มักจะมีรูปทรงซับซ้อนพอสมควร น้องๆจำเป็นต้องฝึกทำโจทย์ Isometric ที่ระดับความยากเดียวกับข้อสอบ จำนวนมากพอที่จะทำให้เห็นภาพและวาดออกมาได้อย่างรวดเร็ว

     

    1. ข้อสอบ Graphic design (ออกแบบ 2 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Graphic designโจทย์เป็นงาน design สัญลักษณ์ logo หรือ symbol ซึ่งอาจจะเป็นเงาขาวดำ หรือสีก็ได้ มักจะมีจำนวน 4-6 ข้อย่อย ใช้หลักการเหมือนการออกแบบนิเทศ์ศิลป์ แต่ไม่ซับซ้อนมากนัก เน้นความชัดเจนในการสื่อสาร เส้นสายรูปร่างสอดคล้องกันมีจังหวะที่สวยงาม การทำข้อสอบแบบนี้ต้องระวัง เพราะมักจะใช้เวลาในการคิดเยอะ แต่คะแนนรวมแล้วค่อนข้างน้อย ช่วงหลังๆมานี้จะมีโจทย์อีกรูปแบบหนึ่งเพิ่มเข้ามา โดยจะให้หน้ากระดาษตีตารางเป็นช่องรูปร่างต่างๆมา แล้วให้เราลงน้ำหนักขาวเทาดำเป็นรูปต่างๆตามที่โจทย์กำหนด การตรวจก็เน้นที่ความชัดเจนในการสื่อว่าเป็นรูปตามที่โจทย์ต้องการหรือไม่เป็นหลัก หากงานมีความสวยงาม มีการสร้างสรรค์ในการใช้น้ำหนักตามช่อง ให้ได้จังหวะที่น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นชัดเจนก็มีโอกาสที่จะได้คะแนนสูง

     

    1. ข้อสอบ Sketch design (ออกแบบ 3 มิติ)
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch design ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Sketch designโจทย์เป็นงาน design สิ่งใช้สอย ตั้งแต่ขนาดเล็กประเภท product design จำพวกของใช้ furniture เช่น นาฬิกาปลุก เก้าอี้ จนถึงงาน design ขนาดกลาง ประเภทยานพาหนะ อาคารชั่วคราวขนาดเล็กๆ เช่นซุ้มขายของ ไปจนถึงอาคารขนาดเล็ก ประเภทบ้านพักตากอากาศ โดยโจทย์จะมีปัญหาให้แก้ หรือมีความต้องการเฉพาะบางอย่าง ผลงานที่ได้ออกมาควรมีความพิเศษแตกต่างจากของสามัญธรรมดา แก้ปัญหาได้อย่างฉลาดตรงจุดที่โจทย์ต้องการ ยกตัวอย่างโจทย์ เช่น จงออกแบบรถตุ๊กๆที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นที่พักสำหรับคนขับได้, จงออกแบบเก้าอี้ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเตียงนอน โดยให้รูปแบบมีที่มาจากสัตว์ทะเล, จงออกแบบบ้านพักในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง บนลานที่ด้านหนึ่งใกล้หน้าผา อีกด้านหนึ่งใกล้ลำธาร โดยให้ออกแบบเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ สามารถพักได้ 8 คน 

     

    1. ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective
      ติว สถาปัตย์ และ Pat 4 ข้อสอบ Perspective

      โจทย์จะระบุเหตุการณ์ เวลา สถานที่ บุคคลต่างๆ โดยให้รายละเอียดจำนวนมาก อาจจะระบุถึงว่าเราคือใคร กำลังทำอะไรอยู่ตรงไหนในเหตุการณ์นั้น หรือ อาจจะไม่ระบุก็ได้
      การให้คะแนนงานจะเน้นที่หลายจุด ได้แก่ความครบถ้วนถูกต้องตามโจทย์ ความถูกต้องของ “perspective” “สัดส่วนของคน” “วัตถุ” และ “สิ่งต่างๆในภาพ” รายละเอียด ประกอบกับ บรรยากาศให้ความรู้สึกสมจริงหรือไม่ ,  ความสวยงามของเส้นสายการวาด ,  การสร้างสรรค์มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ โดดเด่นจากคนอื่นมีผลต่อคะแนนโดยตรง นอกจากนี้ต้องมีความรู้ทางศิลปะวัฒนธรรม และ มีจินตนาการ เพราะโจทย์อาจจะให้วาดเหตุการณ์ และ สถานที่ที่แปลกไปจากชีวิตประจำวัน เช่น เหตุการณ์อาจจะเกิดในปราสาทยุโรปยุคกลาง หรือเกิดในสถานีอวกาศขนาดยักษ์ในปี คศ.2100 ไม่ว่าโจทย์จะให้อะไรมาก็ต้องวาดได้หมด

     

    เตรียมตัวยังไงดี

    หลักๆเลยคือต้องมีเวลาและความทุ่มเทให้การเรียนรู้และฝึกฝน น้องๆบางคนที่มีข้อจำกัดมาก ประมาณว่ามีงานที่โรงเรียนมาก ต้องทำงานส่งอันนั้นอันนี้ ต้องทำเกรดที่โรงเรียน ต้องไปเที่ยวกับที่บ้านนั่นนี่ ยังไงก็ไม่จัดการเวลาชีวิตตัวเอง ยังไงก็มีเวลาให้เท่านี้แหละ และคนที่ประมาณว่าแค่มาเรียนให้จบๆ โดยคิดว่าแค่ได้เรียนแล้วก็น่าสอบติดได้ โดยตัวเองไม่พยายามเรียนรู้ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยตนเองเลย คนจำพวกนี้ถ้าไม่เก่งผิดมนุษย์บวกกับดวงดีโชคช่วยจริงๆ อย่าหวังเลยว่าจะสอบได้ สมัยนี้ยังมีน้องๆหรือผู้ปกครองบางคนที่ยังคิดว่าถ้าเรียนวิชาการไม่เก่ง ก็ให้เรียนสายศิลปะและออกแบบแทนเพราะคิดว่าเรียนง่ายกว่า ขอบอกเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างแรง อย่ากระนั้นเลย มาดูกันดีกว่าว่าควรจะทำยังไงให้สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ได้

    1. หาเวลาให้เพียงพอ การฝึกและเรียนรู้ความถนัดสถาปัตย์ ยังไงก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง มีน้องๆหลายคนมาสมัครเรียนก่อนสอบ 4 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง สมมติว่า 6 เดือน มีเวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. เท่ากับ 6เดือน x 4สัปดาห์ x 3ชม. = 72 ชม. ลองกลับไปอ่านดูนะครับว่า การสอบเข้าจะต้องฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มันเยอะมากนะครับ มันแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเวลาแค่ 72 ชม. เวลาที่เหมาะสมแบบคร่าวๆคือประมาณ 1ปี ถึง 1ปีครึ่งก่อนสอบหรือก่อนส่ง portfolio โดยใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชม. และใช้เวลาฝึกตามที่เรียนมาในแต่ละสัปดาห์ อย่างน้อยทุกวัน วันละ 1 ชม. รวมแล้วควรจะใช้เวลาเรียนและฝึก 12เดือน x 4สัปดาห์ x 3+6ชม.= 432 ชม. หากใช้เวลาได้ตามนี้ จะมีโอกาสสอบติดและเรียนจบได้สูงมาก สำหรับบางคนที่มาเรียนตอนใกล้สอบแล้วยังสามารถสอบติดได้ ปรากฎว่าหลายคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องซิ่วออกตั้งแต่ปีแรกจำนวนมาก ฉะนั้นคำแนะนำสำหรับคนที่คิดจะเข้าคณะสถาปัตย์คือ เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 1 ปีก่อนสอบที่จะต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น และมีเวลาให้ชีวิตส่วนตัวน้อยลง อาจจะต้องลดความสำคัญในการเรียนวิชาสามัญลง โดยช่วงนี้จะเป็นเวลาที่ต้องอุทิศตัวให้การเรียนและการฝึก เพื่อเปลี่ยนนิสัยบางอย่างจากคนธรรมดาให้เป็นนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะของ นักออกแบบ
    2. มีวินัยในการฝึกฝน เมื่อหาเวลาเริ่มเรียนได้แล้วคือการหาเวลาฝึกที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากสายออกแบบทั้งหมดจะเป็นงานปฎิบัติแบบเข้มข้นทั้งสิ้น การเรียนในเวลาเรียน ครั้งละ 3 ชม. สอนได้เพียงความรู้ความเข้าใจแนวความคิด และวิธีวาดวิธีออกแบบเท่านั้น การรู้ในหัวสมองอย่างเดียวไม่สามารถทำให้น้องๆวาดหรือออกแบบได้จริงๆ ต้องประกอบกับการฝึกฝน ทำซ้ำๆ แล้วนำผลงานจากการฝึกมา comment จากผู้สอน เพื่อแก้ไขจุดที่ยังไม่ดี พัฒนางานให้ได้งานที่ดีขึ้น
    3. ฝึกนิสัยเป็นคนละเอียด ใส่ใจทุกอย่าง เนื่องจากการสอบให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามโจทย์มากๆ แม้ว่าผลงานจะดีงามแค่ไหน หากผิดไปจากสิ่งที่โจทย์กำหนดแม้เพียงเล็กน้อยจะมีผลให้โดนหักคะแนนทันที ยิ่งผิดหลายจุด หรือผิดในจุดที่สำคัญมากๆอาจจะทำให้ข้อนั้นๆถูกหักคะแนนมากจนแทบจะไม่ได้คะแนนเลย
    4. ช่างสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัว เป็นนิสัยที่สำคัญสำหรับนักออกแบบที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปอย่างชัดเจน การสังเกตุสิ่งรอบตัวจะทำให้จดจำรายละเอียดต่างๆไว้ใช้ในการออกแบบ และการทำงานได้ เช่น ข้อสอบอาจจะให้วาด perspective ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นริมถนน หากเราไม่เคยสังเกตุของจริงในชีวิตประจำวันเลย ย่อมไม่มีทางที่จะวาดออกมาได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
    5. ดูงานเยอะๆ ทั้งดูงานออกแบบ ดูหนังดีๆ ไปเที่ยวสถานที่ดีๆต่างๆ ไปดูเทศกาลศิลปะ เทศกาลงานออกแบบต่างๆ หาความรู้ ศึกษาศิลปะวัฒนธรรม เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลมาใช้ในงานตัวเอง การออกแบบที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งนึกคิดออกมาจากความว่างเปล่า แต่เป็นผลรวมที่เกิดจากการผสมผสานสิ่งที่เห็นมา และประสบการณ์ต่างๆจำนวนมาก เพื่อให้งานออกแบบน่าสนใจ มีความลึกซึ้ง มีที่มาที่ไป คนที่มีข้อมูลในหัวน้อยจะเสียเปรียบมาก ควรฝึกให้มีความสนใจ และเสพงานออกแบบมากๆจนเป็นนิสัย ยิ่งในยุคนี้เราสามารถหาดูงานออกแบบได้ง่ายๆจาก internet เช่น pinterest , instragram และเวปงาน design อื่นๆ
    6. มีมาตรฐานสูง เนื่องจากงานสถาปัตย์วัดกันที่คุณภาพของงานเป็นสำคัญ การทำงานและฝึกฝนควรมุ่งไปที่ผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกชิ้น และพัฒนาให้ดีขึ้นในชิ้นต่อไปเรื่อยๆ น้องๆต้องฝึกประเมินงานของตัวเองว่ามีจุดด้อยตรงไหน ยังปรับอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้บ้าง จะสามารถพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่าการรอ comment จากพี่ๆเพียงอย่างเดียว สำหรับบางคนที่มีมาตรฐานการทำงานสูงและรู้จักสังเกตุเรียนรู้จากงานนักออกแบบที่เก่งๆด้วยตนเอง ก็จะสามารถฝึกตัวเองจากการทำงานโดยไม่ต้องติวเลยก็เป็นไปได้

    มองโลกตามที่เป็นจริง และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับชีวิตและการทำงาน น้องๆหลายคนมีปัญหาเรื่องมุมมองที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว เช่นบางคนทำงานได้ไม่ดี คิดงานไม่ออก ก็เสียกำลังใจ ยิ่งเปรียบเทียบงานตัวเองกับงานเพื่อนแล้วสู้ไม่ได้ ยิ่งเสียความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เรียนไม่ได้ ไม่อยากสู้ต่อ ความรู้สึกเศร้าซึม รู้สึกด้อยย่อมมีผลต่อการฝึกฝนเรียนรู้ ในความเป็นจริงเราด้อยกว่าเพื่อนเมื่อเทียบกันที่ผลงานก็เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ความจริงอีกด้านคือ เรายังมีเวลามีโอกาสจะแก้ไขพัฒนาตัวเอง เมื่อมองแบบนี้ก็จะเห็นความเป็นไปได้ที่จะเก่งขึ้นจนเท่าเทียมกับเพื่อนหรืออาจจะเก่งกว่าได้ในอนาคต การมองแบบนี้ย่อมให้ความรู้สึกฮึกเหิม อยากต่อสู้ อยากฝึกให้เก่งขึ้น หากมองลงไปในรายละเอียดก็จะยิ่งเห็นจุดที่เราด้อยกว่าเป็นข้อๆ ทำให้เราสามารถแก้ไขพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด โดยปกติแล้วอารมณ์หดหู่ท้อแท้ เศร้าซึมต้องมีบ้างจากการทำงานไม่ได้ตามที่หวัง ไม่จำเป็นต้องไปปฎิเสธหรือกำจัดมันออกไป ควรจะรับรู้มันตามที่เป็นจริง แต่ระวังไม่ให้จมลงไปในอารมณ์นั้น พยายาม focus ไปที่สิ่งที่ควรจะทำเพื่อพาตัวเองให้พ้นไปจากจุดที่แย่ๆ

     

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • คอร์สปิดเทอม มี.ค. – เม.ย. 2020

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. – เม.ย. 2020

    คอร์ส BASIC ปิดเทอม

    รวบรวม คอร์สเรียนศิลปะ สำหรับในช่วงปิดเทอม ศิลปะทั้งหมดของปี 2020 โดยที่คอร์สปิดเทอมจะแบ่งออกเป็น คอร์ส basic, คอร์สทั้งหมด ซึ่งหากน้องๆสามารถแบ่งเวลา และ จัดสรรเวลาได้การที่มีเวลาเตรียมตัวมากกว่า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้น้องๆได้ทำตามความฝันที่ต้องการได้
    สนใจรายละเอียดช่วงเวลาต่างๆของ คอร์สปิดเทอม สามารถดูได้จากรายละเอียดด้านล่าง โดยจะแบ่งเป็น 2 รอบ

     

    รอบ 1 ( basic )

    16-19 มีค. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Drawing เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Composition บ่าย 14:00 – 17:00

    23-26 มีค. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Sketch เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Painting บ่าย 14:00 – 17:00

     

    รอบ 2 ( basic )

    30 มีค.-2 เม.ย. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Drawing เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Composition บ่าย 14:00 – 17:00

    6-9 เม.ย. (จ.-พฤ) (4วัน)

    • Basic Sketch เช้า 10:00 – 13:00
    • Basic Painting บ่าย 14:00 – 17:00

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. - เม.ย. 2020 คอร์ส basic

     

    คอร์ส วิชาภาค ปิดเทอม

    รวบรวม คอร์สปิดเทอม ศิลปะทั้งหมดของปี 2020

    รอบ 1

    30 มีค.-9 เม.ย. (จ.-พฤ) (8วัน)

    • วิชาภาค เช้า 10:00 – 13:00
    • วาดเส้น บ่าย 14:00 – 17:00

    รอบ 2

    20-30 เม.ย. (จ.-พฤ) (8วัน)

    • วิชาภาค เช้า 10:00 – 13:00
    • วาดเส้น บ่าย 14:00 – 17:00

     

    *วิชาภาค ได้แก่
    1. ความถนัดสถาปัตย์
    2. ออกแบบภายใน
    3. ออกแบบนิเทศศิลป์
    4. Fashion design
    5. Composition Art (สำหรับสอบเข้า จิตรกรรม)

     

     

     

    คอร์สปิดเทอม มี.ค. - เม.ย. 2020

     

    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

     

  • Contour Drawing : วาดเส้นประสาทสัมผัส

    Contour Drawing : วาดเส้นประสาทสัมผัส

    Contour Drawing หลายคนฉงนสงสัย ทั้งไม่เข้าใจและไม่แน่ใจ บ้างไม่เชื่อ ซึ่งไม่ใช้เรื่องแปลกสำหรับแบบฝึกหัดนี้ แค่จะไห้ผมอธิบายก็ยากพอสมควร แต่แท้ที่สุดแล้วศิลปินเก่งๆระดับโลกหลายคนฝึกทักษะนี้เป็นกิจวัตร และหลายคนเอาสิ่งนี้มาสร้างผลงานหรืออยู่ในผลงานได้อย่างอัศจรรย์

    แปลเป็นไทย ว่า การใช้ประสาทสัมผัสวาด , การวาดด้วยประสาทสัมผัส แต่ผมชอบพูดมันว่า “ประสาทสัมผัสแห่งการวาด” ดูให้ความสำคัญกับเรื่องประสาทดี 555  ซึ่งบอกแค่นี้ก็ไม่เข้าใจแน่นอน

     

    Contour Drawing สำคัญที่สุดคือการมองรายละเอียดเล็กๆ มองให้เล็กที่สุด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นการเพ่งพินิจ ZOOM IN เข้าไป จงเชื่อว่าเราจะเห็นสิ่งที่เราไม่ยอมเห็นมาก่อน ทำไมผมถึงใช้คำว่าไม่ยอมเห็น เพราะคนทั่วไปคิดว่ารายละเอียดเล็กๆเป็นเรื่องเสียเวลา แม้กระทั้งเส้นตรงที่เราคิดว่ามันคงเป็นอยู่แค่นั้น เมื่อเราเพ่งมันจริงๆ แล้วใช้สายตาเดินทางสำรวจมันไปเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นให้สายตาคุณก้าวต่อไปดุจเข็มวินาทีที่เป็นจังหวะเที่ยงตรงสม่ำเสมอ คุณไม่ควรคิดว่ามันสิ้นสุดที่ตรงไหน เพราะเมื่อคุณคิดมันจะทำให้สายตาคุณกระโดดข้ามรายละเอียดไปอย่างอัตโนมัติ ในขณะที่สายตาพาสมาธิคุณเดินไปตามเส้นคุณก็จะเห็นว่าแท้จริงนั้นเส้นตรงหรือเส้นต่างๆนั้นมีรายละเอียดที่ไม่สมบูรณ์รวมเป็นส่วนหนึ่งของมัน มันคดนิดนึง มันหยักนิดๆ มันบาง มันหนา มันออกนอกลู่ทางไปกระจึ๋งนึง แต่สุดท้ายความไม่สมบรูณ์เหล่านี้จะรวมเป็นความสมบูรณ์ของเส้นเพราะวิถีของเส้นมันถูกต้อง (จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดมันตรง มันใช่)

     

    เมื่อคุณเห็นในสิ่งเหล่านี้ได้แสดงว่าคุณได้ใช้การมองประดุจศิลปินผู้เก่งกาจแล้ว จากนั้นสิ่งที่จะยืนยันว่าคุณเห็นเช่นนั้นจริงๆ คือการสั่งการจากสมองไปสู่มือ มือผ่านปลายดินสอหรือปากกา อะไรก็ได้ที่เอามาเขียนได้แม้กระทั่งขี้เล็บ สั่งการมันลงสู่กระดาษ หากสายตาคุณเดินทางไปตรงจุดใด ปลายดินสอคุณจะเขียนจุดนั้นอยู่ ถ้าคุณเพ่งมันอย่างมีสมาธิจริงๆ คุณจะไม่สามารถมองกระดาษได้ (แต่ผมขอสั่งเป็นคำขาดว่าห้ามมองกระดาษ สมาธิคุณจะหลุดและไม่ได้ช่วยให้คุณได้อะไรจากงานนี้เลยนอกจากทำเป็นหลอกคนอื่นว่าแม่น แต่ผมดูออกนะว่าหลอก) และให้ความเร็วประดุจเข็มวินาที ช้าและสม่ำเสมอ

    หากประสาททั้ง 3 ตา สมอง มือ สัมพันธ์กันเหมือนฟันเฟืองของนาฬิกา ภาพที่แสดงออกมาก็จะมีรายละเอียดตรงตามที่ตาคุณได้เห็น เห็นมากก็ออกมามาก และภาพจะแสดงบุคลิกของเส้นแต่ละช่วงๆได้อย่างสมจริง แม้ว่ามันอาจจะบิดเบี้ยวไปบ้างก็อย่าได้แคร์ เพราะมันยืนยันว่าคุณเป็นมนุษย์ยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่ มันคือธรรมชาติ ถ้าคุณเห็นถึงขนาดขี้ผงเล็กๆมาติดอยู่บนเส้นตรงนั้น หรือความบิ่นของเส้น ก็ขอให้แสดงศักยภาพออกมาลงในกระดาษด้วย

    หลักสำคัญของมันมีไม่มาก คือ เราต้องให้ความสำคัญของสิ่งที่เราเห็น (การรับรู้ทาง “ตา”) และ ถ่ายทอดสิ่งที่เราเห็นออกมาทางปลายดินสอ (การสั่งการทาง “มือ”) โดยมีตัวกลางคือ “สมอง” คุณจะต้องทำให้สมองมีสมาธิ ว่างเปล่า ให้มันพร้อมที่จะทำงานเพื่อแค่ ตา กับ มือ เท่านั้น หากคิดเรื่องอื่นรายละเอียดจะหลุด หากคิดว่าภาพในกระดาษจะเป็นอย่างไร สวยไหม เหมือนไหม รายละเอียดจะหลุด เพราะสมองจะเปลี่ยนไปเป็นทำงานเพื่อจินตนาการ (ภาพที่คิด) ไม่ใช่การทำงานเพื่อถ่ายทอดภาพที่เห็น

    ฝรั่งนำ Contour Drawing ไปไว้ใช้ฝึกสมาธิให้เด็กในการเรียนวิชาอื่นด้วยนะครับ ในไทยก็มี ร.ร. ที่มีการสอนที่ทันสมัยเอาไปใช้เช่นกัน คนที่นั่งสมาธิไม่ได้นั่งแล้วหลับเพราะสิ่งที่จดจ่อคือลมหายใจนั้นมันยาก แต่ Contour Drawing จะทำให้การจดจ่อนั้นสนุกขึ้น

     

    การฝึกอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะทำให้คุณมีการสังเกตุที่ดีทั้งรายละเอียดและโครงสร้าง ภาพวาดของคุณจะรื่นไหลขึ้น เส้นเป็นธรรมชาติ และถ่ายทอดภาพที่เห็นออกมาได้อย่างรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติ

     

    นอกจากนั้นจะทำให้คุณมีสายตาที่ละเอียดอ่อนไหว ผู้ใดมีสถานะเป็นภรรยา ก็สามารถนำสายตาศิลปินนี้ไปจับผิดผัวได้ครับ “อ้าวเอ๊ะทำไมเส้นด้ายของกระดุมเม็ดที่สองเริ่มเกิดปฏิกิริยาที่แสดงว่าจะขาด” “ทำไมบนเสื้อของเขาถึงมีรอยแดงๆเหมือนลิปติก” แต่ก็ขอให้แค่เอาไปใช้สังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเดียว อย่านำเอาคิดมากจนกระทั่งกลายเป็นคนบ้า (ผมเคยทำมาแล้ว55) จะทำให้คุณอ่อนไหวและละเอียดอ่อนกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว คุณอาจเห็นพระอาทิตย์ยามเย็นที่ต่างไปจากแต่ละวัน เห็นความงามใบไม้แห่งเหี่ยว เห็นนกน้อยที่แอบนอนสบายอยู่ริมขอบถนน เห็นก้อนขี้ตรงหน้าแต่อาจสั่งการขาไม่ทันก็เหยียบมันเสียแล้ว 55 ถ้าจะให้ทันก็คงต้องฝึกใช้เท้าวาดด้วย ล้อเล่น คงทำให้ชีวิตมีความแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นขึ้นกว่าที่วันๆจะเอาแต่ตั้งใจถ่ายรูปตัวเองอัพลงเฟสจนลืมมองไปว่าสถานที่ที่คุณไปแต่ละแห่งนั้นมีรายละเอียดที่น่าอัพลงมากกว่าใบหน้าของคุณเอง บางครั้งผมวาดอะไรไม่ออกวาดไม่ได้ ก็ขึ้นรูปด้วยวิธีนี้แล้วค่อยตกแต่งภาพให้ถูกต้องอีกที หรือนำไปใช้พร้อมๆกันกับการขึ้นรูปเลย ภาพที่เคยแข็งอาจดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็คงขึ้นอยู่กับว่าใครเอาไปประยุกต์ใช้ได้มากน้อยแค่ไหนครับ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อสายตามีการสังเกตุที่ละเอียดขึ้นคุณก็จะมีศักยภาพในการวาดที่กว้างขึ้น

    สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนสนุกกับศิลปะ และตื่นเต้นที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆเสมอนะครับพี่น้องหัวใจมีศิลป์

     

    (ผิดพลาดประการใดก็ช่วยชี้แนะ แนะนำส่งเสริมด้วยนะครับ เพื่อความรู้แด่วงการศิลปะ ขอบคุณครับ)

    เขียนโดย ครูอะไหล่ (ชวัส จำปาแสน)


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง

  • หัวใจวาดเส้นมัณฑนศิลป์

    หัวใจวาดเส้นมัณฑนศิลป์

    วิชาสอบวาดเส้นมัณฑนศิลป์ เป็นวิชาหลักหากใครต้องการสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นในสาขาใดก็ตาม

    โดยการเตรียมสอบที่ดี น้องๆที่ตั้งใจและมุ่งมั่นก็จะเริ่มต้นเรียนพื้นฐานตั้งแต่การฝึกฝนง่ายๆไปจนถึงการฝึกเพื่อเตรียมสอบตั้งแต่เนิ่นๆ ค่าเฉลี่ยสำหรับคนที่มีเกณฑ์การเตรียมตัวที่ดีนั้น ระยะเวลาอยู่ที่ไม่เกิน 8-12 เดือน หากเริ่มช้ากว่านี้ก็จะต้องเป็นคนที่ม่งมุ่นและฝึกฝนสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าต้องชดเชยเวลาที่เสียไปเพื่อให้ตามเพื่อนและหลักสูตรให้ทัน

    เพราะพื้นฐานสำคัญมาก หากคิดแค่ว่าเน้นเจาะข้อสอบอย่างเดียวความแน่นอนหรือความเสถียรในการทำผลงานให้สมบูรณ์นั้นจะต่ำมาก พูดง่ายๆคือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะผู้เรียนจะขาดความเข้าใจในหลักการวาดเส้น

    ในเรื่องของพื้นฐานและหลักการไล่เรียงความสำคัญตามนี้ครับ

    1. โครงสร้าง
    2. น้ำหนัก
    3. พื้นผิว
    4. ความละเอียด

     

     

    1.โครงสร้าง

    เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และมีหลักในการเรียนรู้เยอะที่สุด สิ่งที่น้องๆต้องเรียนรู้มีดังนี้

    – “ขนาดและสัดส่วน”

    เรื่องหากผิดเพี้ยนแต่แรกภาพที่วาดไม่ว่าจะลงน้ำหนักได้ดีงานละเอียดขนาดไหน ก็จะไม่ใช่ภาพที่เราต้องการวาด เทคนิคการวัดขนาดและสัดส่วนที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญแต่แรก

    – “Gravity”

    ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ทรงตัวอยู่ได้และสอดคล้องกับแรงโน้มถ่วง ทุกสิ่งตกลงพื้นทิ้งน้ำหนักเป็นเส้นดิ่งลงมา 90องศา เสมอ น้องๆควรใส่ใจในการลากเส้นแกนกลางให้ตั้งตรง นอกจากจะทำให้แบบไม่ล้มในกระดาษ ยังคอยช่วยแบ่งครึ่งช่วยเช็ค Balance ให้เราได้อีกด้วย

    – “โครงสร้าง 2มิติ และ 3มิติ”

    แบบ 2 มิตินั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเส้นรอบนอกของสิ่งต่างๆ หรือเส้นตัดที่เราเห็นมันง่ายๆ จุดนี้ใช้การสังเกตุล้วนๆเพื่อเทียบเคียง ยิ่งแม่นยำเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ง่าย เทคนิคที่ช่วยให้น้องๆแม่นยำกลับไม่ใช่การมองเส้นนั้นๆโดยตรง แต่เป็นการมองพื้นที่ว่างด้านในและด้านนอก (พื้นที่+/พื้นที่-)

    แบบ 3 มิติ คือเส้นที่เรากำหนดขึ้นไม่ได้มองด้วยตาเปล่า จุดนี้ต้องใช้ความเข้าใจและแบบฝึกหัดที่ถูกต้อง เป็นเส้นที่ตัดผ่านโครงสร้างของทุกสิ่งเพื่อให้เข้าใช้ถึงระนาบวัตถุปละความนูนหรือต่ำ พูดในเข้าใจง่ายน้องๆลองนึกถึง เส้นรุ้งเส้นแวงของลูกโลก หรือเส้นใยแมงมุมที่อยู่บนตัวสไปเดอร์แมน เส้นเหล่านี้บอกปริมาตรให้กับเราได้ดีมาก หากน้องๆมองเห็นเส้นนี้บนสิ่งต่างๆเรื่องสร้างน้ำหนักก็เหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

    – “ระดับสายตา และ Perspective”

    เป็นเรื่องสุดท้ายของโครงสร้างที่ควรรู้ บ่งบอกชั้นเชิงของคนวาดความเข้าใจและความลึกซึ้ง ภาพที่วาดจะมีมิติที่ดูสมจริงมากขึ้นไปอีก เก็บไว้โชว์ออฟจัดหุ่นวาดสิ่งของที่พุ่งเข้ามาที่สายตา บางครั้งข้อสอบอาจออกภาพมือถือสิ่งของ หากเราจะสามารถวาดนิ้วที่พุ่งเข้ามาในสายตาได้นี่ถือว่าเป็นการโชว์ความเก๋าในการวาด องค์ประกอบภาพจะไม่แข็งทื้อ จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ให้หลีกเลี่ยงซะ เหมือนดาบสองคม ฝึกมาไม่ดีมันจะบาดตัวเองตายครับ อิอิ

     

    2.น้ำหนัก

    ในสากลอย่างยุโรปและจีนถึงขนาดต้องสร้างรูปแบบในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยส่วนใหญ่ที่เราฝึกๆกับที่ช่วยได้จากการจดจำและสังเกตุคือ การฝึกลอกจากรูปถ่าย ช่วยเรื่องการเปรียบเทียบค่าน้ำหนักได้ดี แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเพียงการฝึกอย่างหนักเพื่อเพื่อทักษะการสังเกตุเพียงด้านเดียว

    สิ่งที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการฝึกอย่างหนักได้นั้นคือ “ความเข้าใจ”และ “step” การกำหนดแยกขอบเขตและโซนของ แสงและเงาออกจากกันนั้นช่วยให้น้องทำงานได้ง่ายขึ้นมาก น้องๆจะต้องเข้าใจวิเคราะห์โซนน้ำหนักของด้านแสงและเงาว่าแตกต่างกันอย่างไร เข้าใจแล้วไม่มีทางที่ภาพจะออกมาแบนหรือวูบวาบแน่นอน จะทำให้เข้าถึงธรรมชาติและบรรยากาศของภาพได้ ความสมจริง Realistic นั้นอยู่ที่ตรงนี้เลย step ที่ดียังสามารถนำไปต่อยอดสู่งาน Painting , Graphic Design และ แขนงอื่นๆที่ต้องการใช้สีได้อีกด้วยครับ

     

    3.พื้นผิว

    เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเราต้องฝึกวาดสิ่งของมากมายแตกต่างกันไปเพื่ออะไร แท้จริงแล้วน้องๆกำลังฝึกการสำแนกสิ่งต่างๆออกจากกันอยู่ พื้นผิวเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่หากเราสามารถสร้างความแตกต่างออกจากกันในภาพวาดของเราได้ ภาพจะส่งผลต่อความรู้สึกคนดูได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้วมีสิ่งที่น้องๆต้องคำนึงได้ดังนี้ครับ

    • ผิวเรียบ
    • ผิวหยาบ
    • ผิวมันเงา
    • ผิวสะท้อน
    • ผิวโปร่งแสง
    • ผิวโปร่งใส
    • ลายของวัตถุ

    แต่ละคุณสมบัติเพื่อให้เกิดมิติที่มากกว่าการลอกธรรมดาก็มีเทคนิคการสร้างน้ำหนักที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นผิว เรื่องนี้ขอไม่อธิบายเพราะมันจะยาวมาก และหากพื้นฐานน้อยก็อย่าเพิ่งรู้ครับ จะยิ่งทำให้รวนในการวาดมาก ฝีมือต้องนิ่งและอยู่ตัวก่อน หากอธิบายไปกลัวจะเป็นบาปมากกว่าเป็นบุญ

     

    4.ความละเอียด

    เมื่อหลักสูตรวาดเส้นส่งน้องๆมาจนถึงจุดนี้ได้แล้ว จุดนี้ไม่มีอะไรยากเลย เป็นสิ่งที่ต้องมาใส่ใจทีหลังสุดในการฝึกเลยครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญเลย เรื่องความละเอียดเป็นเรื่องของเวลาและใจล้วนๆ หาก3อย่างแรกน้องๆ ไม่คล่องและเร็วพอก็ไม่สามารถสร้างงานละเอียดได้ทันเวลาครับ โครงสร้างแม้ว่าสำคัญที่สุดแต่ก็ต้องเร็วพอที่จะมีเวลาลงน้ำหนัก ลงน้ำหนักก็ต้อฝรวบลัดและเร็วพอที่จะเหลือเวลาให้กับการสร้างความละเอียด เมื่อมีเวลามากพอก็จะมีเวลาให้กับการสร้างสมาธิเพื่อจดจ่อรายละเอียดต่างๆได้ ใส่ใจและความเฉพาะตัวตามบุคคลเท่านั้น

    “ไม่มีหลักสูตรใดสร้างความละเอียดได้ดีเท่ากันตัวเราเอง”

    บางคนมีติดตัวแต่แรก บางคนก็ต้องสร้างขึ้นเอง แต่กฟ้เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย คนที่ละเอียดโดยธรรมชาติก็มองไม่เห็นภาพรวมและโครงสร้างโดยธรรมชาติเช่นกัน ส่วนคนที่หยาบโดยธรรมชาติมองเห็นภาพรวมและโครงสร้างได้ตั้งแต่แรกทำงานได้เร็วแต่ก็กลับเจอปัญหาในตอนจบงานให้ละเอียด

     

     

    สุดท้ายแล้วในเรื่องของการพัฒนาผลงานของเราเองก็กลับมาตรงจุดของความ “สมดุลทางบุคลิกภาพ” เราจะทำอย่างไรที่จะให้จุดอ่อนเรากลายเป็นจุดแข็ง และพัฒนาจุดแข็งของแต่ละคนให้คม แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน Viridian Academy of Art เชื่อในการพัฒนาตัวเองที่แตกต่างกัน เชื่อในความเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะนั่นคือความเป็น “ศิลปะ” อย่างแท้จริง “Individual” หากเอาแต่ผลิตทุกคนให้เหมือนกันหมด จะเหลือแค่คนที่เก่งที่สุดแค่คนเดียวเท่านั้นที่อยู่รอด แต่หากทุกคนมีจุดเด่นของตัวเองไม่มีใครที่ต้องมาแข่งขันกันเลย แข่งกับตัวเองอย่างเดียวครับ

    “ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง คนที่ตัดสินเราก็คือตัวเราครับ” ??‍???‍???‍???‍??‍???‍?

     


    สามารถติดต่อเราได้ที่นี้
    ครูอะไหล่
    เบอร์โทรศัพท์ : 083-615-2391
    Facebook : viridian academy of art
    Line : @viridian
    Instargram : viridian academy of art 
    Email : viridian.academy.2019@gmail.com

    หรือ จากปุ่มมุมขวาล่าง